“บ้านแลกเงิน” จำนองบ้านแบบไหนที่ทำให้คนญี่ปุ่นน้ำตาตก?

ซีรีส์บริการแปลกๆ ในญี่ปุ่น
ซีรีส์บริการแปลกๆ ในญี่ปุ่น
สวัสดีครับ เมื่อต้นเดือนนี้ บริษัท MFS ในโตเกียวซึ่งให้บริการเปรียบเทียบเงื่อนไขการจำนองบ้านของสถาบันการเงินต่างๆ ทางออนไลน์ ได้เปิดเผยผลสำรวจที่น่าสนใจในหัวข้อ “ความเสียใจในการเลือกเงื่อนไขจำนองบ้าน”  ซึ่งเพิ่งทำการสำรวจไปเมื่อช่วงวันที่ 8-9 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง โดยใช้แบบสำรวจออนไลน์ ผู้ตอบแบบสอบถามคือ ผู้ที่มีภาระหนี้จากการจำนองบ้าน อายุตั้งแต่ 30-60 ปี จำนวนทั้งสิ้น 484 คน แบ่งเป็นเพศชาย 252 คน เพศหญิง 232 คน โดยมีช่วงอายุ 30-40 ปี 161 คน, อายุ 41-49 ปี 162 คน และอายุ 50-59 ปี 161 คน

ซีรีส์บริการแปลกๆ ในญี่ปุ่น

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ผลการสำรวจสรุปได้ว่า  ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งหนึ่ง “รู้สึกเสียใจ” กับเงื่อนไขการจำนองบ้านของตัวเอง โดยรู้สึกว่าเลือกสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยผิด คิดว่าไม่น่าเลือกสถาบันการเงินที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนะนำเลย นอกจากนี้คนจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ว่า “สามารถขอรีไฟแนนซ์” การจำนองบ้านได้ สล็อตเว็บตรง

ซีรีส์บริการแปลกๆ ในญี่ปุ่น

คนจำนวน 44% รู้สึกเสียใจกับการเลือกเงื่อนไขจำนองบ้าน

มีผู้ที่ตอบว่ารู้สึกเสียใจในการเลือกจำนองถึง 44%  โดยในเฉพาะกลุ่มนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นคนวัย 40 ถึง 49 ปี โดยอาจเป็นเพราะมีภาระการเงินค่อนข้างมาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายค่าเล่าเรียนบุตร โดยส่วนที่เหลือตอบว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรเป็นพิเศษ  สล็อตเว็บตรง

สาเหตุของความเสียใจที่ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบมากที่สุดคือ

“คงจะดีถ้าเลือกสถาบันการเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยถูกกว่านี้” 42.7%

“คงจะดีถ้าเลือกอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่น” 29.1% (อัตราดอกเบี้ยมี 3 ประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว, อัตราดอกเบี้ยคงที่ และอัตราดอกเบี้ยแบบผสม ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน)  สล็อตเว็บตรง

“เสียใจที่เลือกตามที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนะนำ” 22.5%

“น่าจะระมัดระวังในการเลือกประกันกลุ่มสินเชื่อให้มากกว่านี้” ที่ 19.7% (ประกันกลุ่มสินเชื่อ คือประกันที่บริษัทประกันจะจ่ายเงินค่าสินเชื่อที่ยังติดค้างอยู่ให้ หากลูกหนี้เสียชีวิตระหว่างชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงิน)

มีข้อเท็จจริงน่าสนใจว่า ในกลุ่มคนวัย 30-39 ปีที่อายุยังไม่มากนัก รู้สึกเสียใจที่ด่วนตัดสินใจเกินไป โดยที่ไม่ได้หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตให้ครบถ้วนเสียก่อน โดยผลสำรวจระบุว่า “เสียใจที่เลือกตามที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนะนำ” ในสัดส่วนพอกันกับ “คงจะดีถ้าเลือกอัตราดอกเบี้ยประเภทอื่น” ที่ 34.7% และ “น่าจะระมัดระวังในการเลือกประกันกลุ่มสินเชื่อให้มากกว่านี้” ที่ 27.8%

คิดผิดที่เลือกตามที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนะนำ

ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 62% ระบุว่า พวกเขาเลือกสถาบันการเงินที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้แนะนำให้ ในขณะที่อีก 32% เลือกสถาบันการเงินด้วยตัวเอง อย่างแรกมีข้อดีตรงที่สะดวกสบาย ไม่ยุ่งยาก แต่อย่างหลังผู้กู้จะต้องหาข้อมูลหลายด้านจากสถาบันการเงินและเปรียบเทียบด้วยตัวเอง

ส่วนเรื่อง “ความเสียใจในภายหลัง” สำหรับการเลือกเงื่อนไขจำนองบ้าน ระหว่างผู้ที่ใช้สถาบันการเงินที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนะนำให้ กับผู้ที่ตัดสินใจเลือกสถาบันการเงินด้วยตัวเองนั้น มีสัดส่วนต่างกันไม่มากนัก โดยกลุ่มแรกมีความรู้สึกเสียใจที่ 45% ส่วนกลุ่มที่สอง 41.3% แสดงว่าการใช้สถาบันการเงินที่ได้รับการแนะนำอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป  เว็ปตรงแตกหนัก

สำหรับสาเหตุที่เลือกใช้สถาบันการเงินที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนะนำให้นั้น ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งนึงระบุว่า “ไม่มีความมั่นใจในความรู้เรื่องสินเชื่อบ้าน” ที่ 49% รองลงมาคือ “ขั้นตอนเดินเรื่องจำนองด้วยตัวเองนั้นยุ่งยาก” ที่ 28.7%  และ “สถาบันการเงินที่ได้รับการแนะนำเวลานั้นมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ” ที่ 25.7%

กลุ่มคนอายุน้อยไม่รู้ว่าสามารถขอรีไฟแนนซ์การจำนองบ้านได้

จากผลสำรวจพบว่า กลุ่มคนอายุ 30-39 ปีเกือบ 40% ไม่รู้ว่าสามารถขอรีไฟแนนซ์การจำนองบ้านกับสถาบันการเงินอื่นได้ เมื่อเทียบแล้วกลุ่มคนที่อายุมากกว่าจะทราบเรื่องนี้มากขึ้น โดยกลุ่มคนวัย 40-49 ปีที่ไม่ทราบเรื่องนี้มีอยู่ 32.7% และกลุ่มคนวัย 50-59 ปี มีเพียง 18% เท่านั้นที่ไม่ทราบเรื่องการขอรีไฟแนนซ์   สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

แล้วเมืองไทยเป็นอย่างไร? เอาเป็นว่า อย่างน้อยก็มีข้อมูลในเว็บที่เขาเปรียบเทียบเงื่อนไขต่างๆ ให้ดู แต่ถามว่าเลือกแล้วจะต้อง “เสียใจทีหลัง” เหมือนคนญี่ปุ่นหรือเปล่า แต่ไม่ว่ามันจะดีมากดีน้อยหรืออะไรก็ตาม “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” ครับ สวัสดีครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

เปิดประตูสู่โลกใหม่ของ Shinkai Makoto กับภาพยนตร์เรื่อง Suzume no Tojimari

ตัวอย่างหลัก "Suzume no Tojimari"
 
ตัวอย่างหลัก "Suzume no Tojimari"

แฟนคลับอนิเมะจากฝีมือผู้กำกับ Shinkai Makoto (新海誠) เตรียมเฮได้เลย เพราะวันที่ 11 พฤศจิกายนปีนี้ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับมือทอง “Suzume no Tojimari” จะเริ่มฉายที่ญี่ปุ่นค่ะ เพื่อน ๆ คนไหนที่เคย

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ประทับใจกับเรื่อง Kimi no na wa (Your name) และ Tenki no Ko (Weathering with you) เตรียมพร้อมที่จะสนุกไปกับโลกแห่งจินตนาการใบใหม่ เต็มอิ่มกับฉากและลายเส้นอันสวยงามประณีตตามแบบฉบับของ Shinkai Makoto ได้เลยค่ะ  สล็อตเว็บตรง

ตัวอย่างหลักของเนื้อเรื่องSuzume no Tojimari/เรื่องย่อ Suzume no Tojimari (すずめの戸締まり)

 

“เด็กสาวนักเดินทาง” “แมวสีขาว” “เก้าอี้ตัวน้อย” “กุญแจไขประตู” เป็น Keyword 4 คำของภาพยนตร์เรื่อง Suzume no Tojimari ผลงานเรื่องใหม่ล่าสุดของ Shinkai Makoto เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการผจญภัยและเติบโตของเด็กสาวชื่อ Iwato Suzume ที่ต้องออกเดินทางเพื่อตามปิดประตูแห่งมหันตภัยของโลกนี้ สถานที่ต่าง ๆ ในเรื่องล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากโบราณสถานและสถานที่รกร้างทั่วญี่ปุ่น รับรองว่าเพื่อน ๆ จะตื่นตาตื่นใจและประทับใจกับความสวยงามของแต่ละฉากที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน นอกจากนี้ ยังได้ลุ้นและเป็นกำลังใจให้ Suzume ที่ต้องเดินทางท่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พบเจอและลาจากกับผู้คนมากมาย เผชิญกับเรื่องไม่คาดฝันและความยากลำบาก ดู ๆ ไปก็เหมือนเป็นภาพซ้อนทับกับชีวิตประจำวันของพวกเราที่ต้องเจอกับความกังวล สับสน ไม่เป็นตัวเองอยู่ตลอดเวลาเลยนะคะ สล็อตเว็บตรง

ตัวอย่างหลักของเนื้อเรื่องSuzume no Tojimari/Hara Nanoka (原菜乃華) ผู้รับบทนำ

 

การหานักพากย์เสียง Suzume ตัวเอกของเรื่อง ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ Shinkai Makoto ให้ความสำคัญมาก ๆ เขาได้จัดการ Audition นักพากย์เสียง Suzume โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,700 คน และตัว Shinkai Makoto นั่งฟังเสียงของผู้เข้าร่วมทุกคน ย้ำนะคะว่า ทุกคน เพื่อเลือกคนที่เขาคิดว่าเหมาะสมมากที่สุด จนได้ Hara Nanoka นักแสดงสังกัด Tristone Entertainment Inc. วัย 18 ปี ซึ่งเธอคนนี้เคยรับบททั้งในละครและภาพยนตร์มาแล้ว แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของเธอในฐานะนักพากย์ค่ะ

 สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ตัวอย่างหลักของเนื้อเรื่องSuzume no Tojimari/เหตุผลที่ Shinkai Makoto เลือก Hara Nanoka มารับบทนำ

 

Shinkai Makoto ผู้กำกับของเรื่องเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า Hara Nanoka มีน้ำเสียงและแสดงออกความรู้สึกได้ใกล้เคียงกับตัวละครมากที่สุด ถือเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยาก เขาเลยมั่นใจว่า Hara Nanoka จะสามารถสอดใส่ความรู้สึกที่สดใหม่ ส่องสว่างดังวินาทีที่ก้อนเมฆหนาถูกปัดเป่าออกไปจากท้องฟ้า สล็อตเว็บตรง

ทีมงานผู้ทุ่มเทให้กับ Suzume no Tojimari

 

ภาพยนตร์เรื่อง Suzume no Tojimari จะเริ่มฉายที่ญี่ปุ่นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2022 นี้ โดยมี Shinkai Makoto เป็นผู้แต่ง เขียนบท และกำกับภาพยนตร์ สำหรับการออกแบบตัวละครได้ Tanaka Masayoshi อนิเมเตอร์ชื่อดังของญี่ปุ่นมารับหน้าที่ ประกอบกับ Tsuchiya Kenichi ผู้กำกับภาพ และ Tenji Takumi ผู้กำกับฝ่ายศิลป์ ทีมงานคุณภาพจัดเต็มขนาดนี้ แทบจะอดใจรอดูไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ  เว็ปตรงแตกหนัก

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

ครามสกล

ผ้าครามสกล ประวัติผ้าย้อมคราม
ผ้าครามสกล ประวัติผ้าย้อมคราม

ครามสกล มนต์เสน่ห์แห่งผ้าย้อมคราม

ครามสกล

มนต์เสน่ห์แห่งผ้าย้อมคราม
             บ่อยครั้งที่ฉันต้องคอยตอบคำถามเกี่ยวกับผ้าย้อมครามสกลนคร  ผ้าย้อมครามคืออะไร .. ใช่ครามแบบเดียวกันกับที่ใช้แช่ผ้าขาวให้มีความสดใสนั้น ใช่หรือเปล่า .. ต้นครามเป็นยังไง … เราได้สีครามจากส่วนไหนของต้นคราม .. สีตกหรือไม่ .. และทำไมผ้าย้อมครามถึงมีราคาแพง .. ใช่สิ .. ภาพผ้าย้อมครามในจิตนาการของผู้คนในยุคนี้ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ทั้ง  ที่การทำผ้าย้อมครามเป็นสิ่งที่ผูกพันกับชีวิตของผู้คนมายาวนาน

 

            นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ ๒ สีเคมีสังเคราะห์ได้ถูกนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมการย้อมผ้า ด้วยความสมบูรณ์แบบทั้งด้านความสวยงาม คงทน ราคาถูก ทำให้สีสังเคราะห์เข้ามาทดแทน

จนแทบจะไม่เหลือที่ให้กับสีย้อมธรรมชาติเลย การใช้สีเคมียังขยายตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันที่ผู้คนเริ่มตระหนักว่า ในความสมบูรณ์แบบของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ กลับมีอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นการทำลาย กว่าจะมาเป็นสินค้าที่สวยงาม ในกระบวนการผลิตกลับสร้างสิ่งที่บั่นทอนและทำลายธรรมชาติ ความง่าย และความสะดวกกลับทำให้มูลค่าของสิ่งของนั้นๆ ลดลงไป  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

            ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผ้าย้อมครามซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตเป็นธรรมชาติ จึงกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระแสความนิยม นอกจากความเป็นธรรมชาติผ้าย้อมครามสกลนครยังเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม มีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนละเอียดอ่อนแฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาอันล้ำค่า ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น  ทำให้เรื่องราวของผ้าย้อมครามเป็นที่น่าสนใจ    สล็อตเว็บตรง

            การทำผ้าย้อมครามของจังหวัดสกลนครมีมานาน ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ความนิยมอาจลดลงไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลง แต่วัฒนธรรมการปลูกคราม ย้อมคราม ทอผ้าครามนี้ไม่เคยห่างหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนี้เลยเป็นเพราะอะไร หรือจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่ฉันเคยได้ยิน คุณยายพูดบ่อยๆ ว่า ใส่ผ้าครามแล้ว สบายผิว ไม่ร้อน ไม่เหม็นเหงื่อ ซึ่งตอนหลังฉันได้อ่านงานวิจัยสมัยใหม่ จึงรู้ว่าผ้าย้อมครามมีคุณสมบัติป้องกันแสงยูวี และมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ ฉันจึงได้เข้าใจสิ่งที่คุณยายเคยบอกไว้ในวันนั้น แต่ประสบการณ์เกี่ยวกับผ้าย้อมครามในยุคคุณแม่ฉันกลับแตกต่าง คุณแม่เป็นผู้หญิงที่เกิดในยุคที่สีเคมีสังเคราะห์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างรุนแรง คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า คุณแม่ถึงขั้นร้องไห้เวลาที่คุณยายให้ใส่ผ้าถุงย้อมครามในวันพิเศษหรือเทศกาลต่างๆ ถึงแม้ว่าผ้านั้นจะสวยงามและทำจากความตั้งใจของคุณยาย แต่ทว่า…ชุดกระโปรงบานลายดอกแบบแม่ทองกวาว คือ แฟชั่นที่ผู้หญิงในโลกของคุณแม่ทุกคนใฝ่ฝัน และฉันคิดว่า  วัฒนธรรมการใช้ผ้าสมัยใหม่ ได้กินเวลาล่วงเลยมาถึงยุคของฉันด้วย ในวัยเด็กฉันและเพื่อนแทบจะไม่มีใครได้ใช้ผ้าย้อมครามเลย ไม่มีผ้าย้อมครามในวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเรา  “คราม” ที่พวกเรารับรู้กัน คือ เกล็ดสีฟ้าที่เอาไว้ใช้สำหรับแช่ผ้าขาวในขั้นตอนสุดท้ายของการซัก  สล็อตเว็บตรง

 

เพื่อให้ผ้าขาวดูกระจ่างใส แต่บ่อยครั้งเราก็จะเห็นว่ามีมือใหม่ แทนที่จะได้ใส่เสื้อขาวสดใส ก็เป็นเสื้อสีฟ้าแจ่ม จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นเสื้อนักเรียนของเพื่อนๆ มีเฉดสีขาวคราม ที่แตกต่างกันไป ตามความเชี่ยวชาญ ในการลงครามของแต่ละคนนั่นเอง ถึงแม้วันนี้ การลงครามแบบนั้นจะไม่มีแล้ว เพราะสารดังกล่าว ได้ถูกผสมลงไปในผงซักฟอก เรียบร้อยแล้ว แต่ความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับผ้าย้อมคราม ก็ยังคงทิ้งร่องรอย มาถึงปัจจุบัน  สล็อตเว็บตรง

 

 

การทำผ้าย้อมครามสกลนคร พวกเราจะเริ่มตั้งแต่ปลูกต้นคราม (Indiqofera Tinctoria) ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว ตามปกติคนทำคราม จะเริ่มปลูกครามกันในช่วงต้นฤดูฝน ก่อนฤดูการทำนา และเราจะเริ่มเก็บเกี่ยวครามกันในช่วงปลายฝน การทำครามจะจบก่อนฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นความลงตัวของการจัดการเวลาในวิถีคนทำครามในจังหวัดเรา  เว็ปตรงแตกหนัก

            การปลูกและการดูแลเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การที่จะเก็บให้ได้เนื้อครามที่มีคุณภาพเป็นเรื่องไม่ง่าย การเก็บเกี่ยวครามครั้งแรกของบางคนอาจไมได้เนื้อครามเลย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนทำครามครั้งแรก จะต้องมีประสบการณ์ “เททิ้ง”   สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

            ในกระบวนการผลิตผ้าย้อมครามที่จะเล่าต่อไปนี้ อาจเป็นการตอบคำถามของใครหลายๆ คนได้ว่า ทำไมผ้าย้อมครามถึงมีราคาแพง

            การทำผ้าย้อมครามตามในแบบที่ฉันจะเล่า จะขอแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอนหลักๆ คือ ขั้นตอนแรก จะเป็นการทำเนื้อคราม เพื่อให้เป็นวัตถุดิบในการย้อม ขั้นตอนที่ ๒ เป็นกระบวนการย้อม เริ่มตั้งแต่การเตรียมน้ำย้อม ซึ่งพวกเราเรียกว่า “การก่อหม้อนิล” จนกระทั่งย้อมฝ้ายเป็นผ้าสีน้ำเงินคราม เพื่อนำไปสู่การทอเป็นผ้า หรือแปรรูปต่อไป

            ขั้นตอนการทำเนื้อคราม เมื่ออายุครามประมาณ ๔-๕ เดือน สิ่งที่เราต้องทำคือ เม็ดสีน้ำเงินคราม หรือสีคราม หรืออินดิโก้ (Indigo) แต่อินดิโก้ที่เรากำลังจะเก็บนี้ ไม่ใช่อินดิโก้ที่เป็นสีน้ำเงินทั่วไป แต่จะเป็นเม็ดสีน้ำเงินจากธรรมชาติที่มีความเป็นสีน้ำเงินจริงจังมากไม่มีแม้แต่เฉดสีอื่นมาปน

            สารต้นกำเนิดสีน้ำเงินนี้อยู่ที่ใบของต้นคราม ใบครามมีสีเขียวจึงเป็นที่แน่นอนว่า สีครามไม่ได้เกิดในขณะที่อยู่ในใบสีจะเกิดเมื่อเรานำใบครามรวมทั้งต้นมาแช่น้ำค้างคืน ในวันรุ่งขึ้นเราจะพบว่าน้ำใสๆ ที่ใช้แช่ต้นครามค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต และกลายเป็นสีน้ำเงินในที่สุด เม็ดสีน้ำเงินที่ลอยอยู่ในน้ำนี้เอง ที่เป็นเม็ดสีที่เราต้องการ แต่มันมีขนาดเล็กมาก การที่จะเก็บเม็ดสีนี้มาใช้ประโยชน์ พวกเราจึงใช้ปูนขาวหรือปูนแดงตีกวนลงไปให้เม็ดสีนั้นเกาะและตกตะกอน ให้เราได้กรองเอาเนื้อคราม และเก็บไว้ใช้ในขั้นตอนต่อไป

            เนื้อครามที่ดี จะมีสีน้ำเงินเข้ม มีความมันวาว เป็นครีมเนื้อละเอียด ไม่มีเศษใบครามหรือสิ่งอื่นเจือปน เนื้อครามที่มีสีน้ำเงินปนเทา หมายถึง การใส่ปูนในขั้นตอนการกวนครามมากเกินไป หรือบางครั้งเกิดจากใช้ต้นครามอ่อน อายุยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ขั้นตอนการทำเนื้อครามมีความสำคัญมาก   สำหรับฉันแล้วเห็นว่าคุณภาพวัตถุดิบที่ดีเท่านั้นที่จะทำให้ได้ผ้าย้อมครามคุณภาพดี การย้อมจะทำภายใต้น้ำย้อม เพราะเมื่อครามที่อยู่ในรูปสีเหลือง มาสัมผัสกับอากาศ ครามจะถูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินทันที เมื่อนำผ้ามาล้างน้ำ เม็ดสีครามที่เกาะอยู่ภายนอกเส้นใยจะถูกล้างออกจนหมด สีน้ำเงินที่เราเห็นบนผ้าย้อมครามจึงเป็นสีที่ถูกบรรจุอยู่ภายในเส้นใย จะไม่หลุดจากการซักล้างทั่วๆไป อันนี้จึงเป็นคำอธิบายที่ว่า ทำไมผ้าย้อมครามด้วยวิธีนี้ จึงสีไม่ตก

            เมื่อก่อนเนื้อครามในหมู่บ้านก็แบ่งปันกันใช้ ราวๆ ปี  ๒๕๕๖ ที่ฉันเริ่มฝึกย้อมครามใหม่ๆ นั้น ยังเห็นบ่อยๆ ว่า ตามใต้ถุนบ้านในชุมชนจะมีปี๊บบรรจุครามวางทิ้งไว้ ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก ผิดกับเวลานี้ ที่ปี๊บครามจะถูกจัดเก็บไว้อย่างดี เพราะแต่ละปี๊บมีมูลค่า ๒ – ๓ พันบาทเลยทีเดียว การปลูกครามบนพื้นที่  ๒ – ๓ งานข้างๆ บ้านก็สามารถทำเงินได้หลายหมื่นบาทต่อปี

            เนื้อครามที่ได้สามารถเก็บไว้ใช้ได้หลายปี หากต้องการย้อมผ้าก็จะนำเนื้อครามนี้ไปก่อหม้อนิล ครามที่อยู่ในรูปสีน้ำเงินจะไม่สามารถย้อมผ้าได้ “การก่อหม้อนิล” (เป็นภาษาอิสานใช้เรียก ภาชนะที่มีส่วนผสมน้ำย้อมคราม) จะเป็นการหมักให้สีครามเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่พร้อมย้อม การย้อมจำเป็นต้องรอ ให้น้ำย้อมมีสีเหลือง จึงจะย้อมผ้าติดดี สีไม่ตก ในแวดวงการทำคราม เราจะมีศัพท์ที่เป็นอันรู้และเข้าใจตรงกัน  เช่น หม้อนิลสุข หม้อนิลหนี หม้อนิลตาย ซึ่งล้วนแต่เป็นศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับความมีชีวิต การดูแลเลี้ยงดูหม้อย้อมจึงเป็นความใส่ใจ ที่ต้องคอยสังเกต หม้อนิลแต่ละหม้อมีบุคลิก

ที่แตกต่างกัน ให้เฉดสีและกลิ่นที่แตกต่างกัน แต่ละที่จะมีสูตรการก่อหม้อที่มีความเฉพาะ แต่โดยทั่วไปมีองค์ประกอบหลัก คล้ายกัน เช่น เนื้อคราม ปูนแดง น้ำขี้เถ้า น้ำมะขามเปียก น้ำตาล บางสูตรจะมีกล้วย

มีเหล้า ซึ่งแล้วแต่สูตรที่บอกต่อกันมา ทุกขั้นตอนมีเคล็ดลับ แม้แต่ขี้เถ้าก็ยังมีรายละเอียดว่า ต้นไม้ชนิดไหน เมื่อนำมาเผาแล้วจะได้น้ำขี้เถ้าคุณภาพดี เช่น เหง้ากล้วย ต้นขี้เหล็ก ต้นผักโขม เมื่อนำมาเผาจะให้

ขี้เถ้าคุณภาพดีเหมาะแก่การย้อมคราม ในครั้งแรกที่ฉันฟังจากคนทำครามเล่า ฉันก็ว่ามันเป็นเรื่องง่าย มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน ตอนหลังพอได้มาลองทำจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ทุกขั้นตอนล้วนแต่ต้องอาศัยประสบการณ์ มันก็เหมือนกับการทำอาหาร ที่แม้จะได้สูตรมาเหมือนกัน วัตถุดิบเหมือนกัน ผลที่ได้กลับแตกต่างกันอยู่ที่น้ำมือของแต่ละคน

            ในบางหมู่บ้านมีความเชื่อว่า หากมีใครในหมู่บ้านเสียชีวิต  มีงานศพในหมู่บ้าน หม้อนิลก็จะหนีตามไปด้วย จึงเป็นข้อปฏิบัติที่จะตัดกิ่งไม้ที่มีหนามไปวางไว้บนปากหม้อ ป้องกันไม่ให้วิญญาณของหม้อนิลหนีหายไปพร้อมกับคนตาย

            เพราะการดูแลหม้อย้อมเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความช่างสังเกต จึงทำให้เกิดเป็นความเชื่อต่างๆ (ภาษาอิสาน เรียกว่า ข้อคะลำ) อีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการห้ามผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีระดู มาดูแลหม้อย้อม คนย้อมต้องไม่ใช้น้ำหอม  เพราะหากผิดกลิ่นแม่ครามจะหนีไป

            คุณแม่เล่าว่า คุณยายนั้นจะมีบริเวณที่เป็นส่วนตัวในการวางหม้อนิล บริเวณนั้นห้ามใครที่ไม่ได้รับอนุญาต กรายเข้าไปใกล้ แม้แต่แม่ของฉันซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวในเวลานั้น ก็ยังไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้การทำครามของคุณยายเลย บางทีอาจเป็นได้ว่า ข้อคะลำนี้เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้มีการใช้ผ้าย้อมครามลดลง ความไม่รู้ ความไม่กระจ่างในกระบวนการทำคราม จึงทำให้เกิดข้อวิตกกังวล ปิดกั้น และเป็นอุปสรรคในการสานต่อทางวัฒนธรรมการทำผ้าย้อมครามในห้วงเวลานั้น

            ตัวฉันเองแทบจะไม่ได้รับการถ่ายทอดเรื่องผ้าครามจากแม่เลย อาจเคยได้ยินคุณแม่เล่าถึงการทำครามของคุณยายเพียงไม่กี่ครั้ง ในมุมมองของแม่การทำครามเป็นเรื่องยุ่งยาก  คุณแม่ไม่ชอบกลิ่นหมักคราม และคนทำครามก็มือดำ  ประสบการณ์ของคุณแม่นั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่น่าประทับใจ

            ชีวิตในวัยเด็กของฉันเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ และต่อมาคุณพ่อได้ผันตัวเองไปทำงานการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นให้ฉันลงไปคลุกคลีใกล้ชิดชุมชน การศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ประสบการณ์การเป็นนักวิจัย ทำให้การรับรู้ในเรื่องผ้าย้อมคราม ของฉันนั้นอาจแตกต่างออกไป

            คำบอกเล่าจากชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหม้อนิลหนี หม้อนิลตาย หม้อนิลสุก ที่คนในชุมชนเชื่อว่าเป็นเรื่องของจิตวิญญาณของหม้อนิล ฉันกลับเห็นเป็นความมีชีวิตของสิ่งเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะจุลินทรีย์ตัวเล็ก จะมีการกินอาหาร ขับถ่าย คนเลี้ยงครามจำต้องคอยใส่ใจดูแล เมื่อถึงเวลาย้อมก็ต้องย้อม ย้อมเสร็จก็ต้องเติมอาหาร และควบคุมความเป็นกรดด่างในหม้อย้อมให้เหมาะสม

            คุณแม่เล่าว่าคุณยายต้องเก็บครามแต่เช้าตรู่ หากทิ้งไว้สาย สีครามที่ได้จะไม่งาม มาวันนี้เราอธิบายได้ว่า เพราะสารต้นกำเนิด (Indican) ที่จะให้เกิดสีคราม มีอยู่ในกระบวนการหายใจ ซึ่งเกิดในเวลากลางคืน เมื่อใดที่ใบสัมผัสแสงอาทิตย์  สารต้นกำเนิดครามจะเปลี่ยนไปเป็นสารอื่น  ยิ่งเก็บเกี่ยวครามสายเท่าใด ก็จะได้สีครามน้อยเท่านั้น ถึงแม้คนในชุมชนไม่ได้มีเหตุผลอธิบายว่า ทำไม? เพราะอะไร? แต่องค์ความรู้ที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วรุ่น ก็ล้วนแต่ถูกต้อง เป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ฉันเคยแม้กระทั่งมี พี เอช มิเตอร์ คอยวัดความเป็นกรด-ด่าง ในหม้อย้อม แต่กลับพบว่า หม้อนิลของฉัน มีน้ำย้อมที่คุณภาพไม่ดีเท่าของคุณยายในชุมชน ซึ่งไม่ต้องอาศัยองค์ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์เลย

            องค์ความรู้ทางภูมิปัญญา คือสิ่งที่ล้ำค่า คำบอกเล่าจากคนในชุมชน ซึ่งเป็นเจ้าของภูมิปัญญา ในมุมมองของฉันที่มีต่อผ้าผืนสีน้ำเงิน บนกี่ทอผ้า จึงแตกต่างออกไปจากเดิม ฉันเห็นว่ามันมีเรื่องราวซ่อนอยู่  ฉันมองเห็นความมีชีวิตของผ้าผืนนั้น คงไม่ต่างอะไรกับที่คนทำคราม มองเห็นความมีชีวิตของหม้อนิล ภายใต้น้ำย้อมสีน้ำเงินมันมีความเป็นชีวิตในนั้น

            กว่าจะมาเป็นผ้าครามผืนงาม จากเมล็ดพันธุ์ครามสู่ดิน เป็นต้นคราม จากใบเล็กสีเขียว ก็ปรับเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต เขียวอมฟ้า และเป็นสีครามในที่สุด วัฏจักรของการเปลี่ยนแปลง คือ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ มันเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นให้เราเห็น  แล้วยังมีเรื่องราวดีๆ ของผู้คนสอดประสานกัน เป็นธรรมชาติของสีคราม ธรรมชาติของคนคราม คือ มนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรม

            สกลนครเป็นพื้นที่ ที่มีความหลากหลายในเรื่องวัฒนธรรม วิธีการทำผ้าย้อมครามของที่นี่ เป็นวิถีแห่งภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และหากชุมชนนั้น นำวัฒนธรรมไปแปลงเป็นสินค้าสร้างรายได้เลี้ยงผู้คนด้วยแล้ว วัฒนธรรมนั้นจะอยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

            นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ที่รัฐบาลไทยได้เริ่มมีนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) จากวันนั้นทำให้สินค้าทางวัฒนธรรมจากแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทย ได้ถูกรื้อขึ้นมาพัฒนาอีกครั้ง

            ผ้าย้อมครามก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์โอทอป ของจังหวัดสกลนคร แม้ว่าการทำผ้าย้อมครามในพื้นที่นี้จะมีมายาวนาน แต่ทว่ามันไม่ได้เกิดการสร้างรายได้สู่ชุมชน อย่างเป็นกอบเป็นกำ ในวันนั้นมีกลุ่มผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ผ้าย้อมครามยังไม่เป็นที่นิยม ราคาไม่สูงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิต มูลค่าของผ้าย้อมครามไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่แท้จริง ความพยายามของชาวสกลนคร ที่ต้องการผลักดันให้ผ้าย้อมครามเป็นสินค้าประจำจังหวัด จึงมีมาอย่างต่อเนื่อง“ครามสกล” เป็นจุดเล็กๆ ที่มีส่วนในการจุดประกายการรื้อวัฒนธรรมการทำผ้าย้อมครามครั้งใหญ่ของจังหวัดสกลนคร แนวทางการทำงานของ “ครามสกล” ถูกขับเคลื่อนด้วยความตั้งใจที่อยากจะเห็นชุมชนสามารถสร้างรายได้จากความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม 

 

 

            ผ้าย้อมครามของจังหวัดเรา เป็นผลิตภัณฑ์ที่เสมือนศูนย์รวมความภาคภูมิใจของผู้คนในจังหวัด ความภูมิใจเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้ทำคราม ผู้ส่งเสริม แม้กระทั่งผู้ซื้อเอง ก็รู้สึกภาคภูมิใจ ที่มีส่วนในการช่วยรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้ วันนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า สกลนครเป็นแหล่งผลิตผ้าย้อมคราม ที่มีศักยภาพทั้งแง่คุณภาพ และปริมาณ เรามีไลน์ผลิตชุมชนที่ใหญ่มาก กระจายอยู่เต็มพื้นที่  วันนี้การขยายตัวเป็นไปในทุกมิติ จำนวนกลุ่มผู้ผลิตเพิ่มขึ้น จากเดิมคนทำคราม มักจะเป็นคนในชุมชน กลุ่มคนสูงอายุ มาวันนี้มีเด็กรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่เข้ามามีบทบาททั้งในเรื่องการผลิต แปรรูป และเข้ามาทำการตลาด อุปสงค์ อุปทานของผ้าย้อมครามถูกกระตุ้น ความมีชีวิตชีวาเกิดขึ้นอีกครั้ง

            ในปี ๒๕๖๑ สภาหัตถศิลป์โลก (World crafts council) ขึ้นทะเบียนรับรองให้จังหวัดสกลนคร เป็นนครหัตถศิลป์โลก เจ้าแห่งครามธรรมชาติ และอีกประการหนึ่ง ผ้าย้อมครามธรรมชาติ ยังถูกขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI: Geographical indication) ของจังหวัดสกลนคร

            คุณค่าและเรื่องราวของผ้าย้อมคราม เป็นจุดเริ่มให้เกิดแรงบันดาลใจ ความเป็นคนสกลนครโดยกำเนิด ทำให้เกิดความมุ่งมั่น ซึ่งจะทำให้งานอันเป็นวัฒนธรรมของชุมชนออกสู่สากล  เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน ฉันเริ่มครามสกล ด้วยงานรวบรวมข้อมูลจากชุมชนเป็นเวลาเกือบ ๒ ปี ทำให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและผ้าคราม ซึ่งในแต่ละชุมชนจะมีความโดดเด่น เป็นอัตลักษณ์ชัดเจน  ด้วยภูมิประเทศของจังหวัดเรามีความหลากหลาย ทั้งภูเขา ที่ราบ และลุ่มน้ำ อัตลักษณ์ทางผ้ายอมครามก็อิงไปตามสภาพภูมิศาสตร์และผู้คน เสมือนมีอักษรจารึกเรื่องราวต่างๆ กลิ่นอายของวัฒนธรรมแทรกซึมอยู่ในผ้าผืนนั้น

            แนวคิดในระยะแรก ฉันเพียงต้องการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผ้าย้อมคราม เพราะการไม่มีช่องทางจำหน่ายที่แน่นอน ทำให้บางครั้งคนทอผ้า ต้องขายผลิตภัณฑ์ในมูลค่าที่ไม่คู่ควรกับคุณค่าที่แท้จริง การขายควรควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค ด้วยแนวคิดนี้ ครามสกล จึงมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนที่มาที่นี่ ได้มากกว่าการมาซื้อผ้า กิจกรรมเวิร์คช็อปที่เราจัดขึ้น เป็นการสร้างความเข้าใจเบื้องต้น ผ่านกิจกรรมที่สนุก สะดวก เหมาะกับวิถีคนปัจจุบัน ที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา

            แหล่งเรียนรู้ “ครามสกล” ได้ให้อะไรมากกว่าที่คิด  ผู้คนที่มาที่นี่ นอกจากจะได้อุดหนุนสินค้าดีๆ จากชุมชน ได้สัมผัสวิถีการทำผ้าคราม ที่ครามสกลเรายังมีโอกาส ได้ทำหน้าที่ เสมือนจุดเชื่อมโยงของคนในแวดวงคราม การได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวคิด ทำให้เกิดการพัฒนา นอกจากองค์ความรู้แล้ว สิ่งที่ผู้คนจะได้รับจากเรา คือ แรงบันดาลใจ ในการที่จะไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเอง 

            ฉันเชื่อว่า วัฒนธรรมมีอยู่ในทุกๆ ที่ แต่ประโยชน์ของวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อคนในชุมชน มองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเอง

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

ตอกกระดาษแห่งล้านนา

วิธีการทำช่อตุงล้านนา
วิธีการทำช่อตุงล้านนา

งานช่างที่ใกล้จะสูญหาย  ตอกกระดาษแห่งล้านนา ต้องอาศัยความประณีต เพื่อสร้างสรรค์ลวดลายที่ละเอียดและซับซ้อน

กล่าวกันว่า กว่าเราจะเห็นคุณค่าของบางสิ่ง ก็ต่อเมื่อมันได้สูญสลายไปแล้ว แต่สำหรับ ทิวาพร ปินตาสี หรือครูบัว ไม่รอให้ถึงวันนั้น สิ่งที่พ่อและแม่เพียรสร้างจะต้องไม่เปล่าดาย หายไปกับกาลเวลา

          เมื่อ ๒๐ ปีก่อน ตอนปี .๒๕๔๐ ครูบัวในวัย ๓๐ ปี เห็นหนังสือพิมพ์
ท้องถิ่นฉบับหนึ่งเขียนบทความกล่าวถึงการทำโคมและตุงประดับในงานประเพณียี่เป็ง เมืองลำปาง ซึ่งเป็นฝีมือของตาสุข และยายนาค ปินตาสี พ่อกับแม่ของครูบัว ก่อนจะนำไปสู่บทสรุปของบทความที่ว่า น่าเสียดาย ทั้งโคมและตุงที่ในช่วงเวลานั้นยังไม่แพร่หลายมากนัก สุ่มเสี่ยงว่าอาจจะหายไปในไม่ช้านี้

          นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่ทำให้ ครูบัว หันมาเอาจริงเอาจังกับการช่วยพ่อกับแม่ทำโคมล้านนาอย่างจริงจัง จนกระทั่งคลี่คลายต่อมาเป็นการจัดตั้งกลุ่มตุงและโคมศรีล้านนา และมีการจัดทำโคมจนเป็นล่ำเป็นสันจนถึงทุกวันนี้  และในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ครูบัวก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็น ๑ ใน ๔๐ ครูช่างศิลปหัตถกรรมของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อันเป็นผลมาจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้เรื่องโคม ว่านี่คืองานฝีมือสุดแสนประณีตและเต็มไปด้วยรายละเอียดซับซ้อน ตั้งแต่การขึ้นโครง ที่แม้แต่คนเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์เห็นแล้วยังต้องทึ่ง ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่จะขาดเสียไม่ได้และถือเป็นจุดเด่นของโคมแต่ละลูกนั่นก็คือ การตอกลายโคม ซึ่งเป็นฝีมือของงานช่างอีกชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า งานช่างตอกกระดาษ นั่นเอง สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

 

 

          งานช่างตอกกระดาษ คือการตอกกระดาษให้เป็นลวดลายต่างๆ ที่ต้องใช้สมาธิและความอดทนสูง ส่วนใหญ่ครูบัวยกหน้าที่นี้ให้ครูโอ๋ วิทยา ศรีใจอินทร์ ผู้เป็นสามี ที่ได้รับการถ่ายทอดวิธีตอกลายกระดาษจากพ่อของครูบัวเช่นกัน ดังนั้นในการทำงาน ทั้งครูบัวและครูโอ๋จึงแบ่งหน้าที่กัน ครูโอ๋ตอกลายกระดาษ เพราะงานตอกลายใช้เวลานาน ระหว่างนั้นครูบัวจะหันไปหยิบจับทำอย่างอื่นเพื่อไม่ให้เสียเวลา เว็ปตรงแตกหนัก

          เสียงค้อนตอกลงไปบนสิ่วดัง “ก๊อก ต๊อก” อยู่ตรงลานบ้านท่ามกลางฟ้าครามในฤดูหนาว ครูโอ๋นั่งอยู่บนเสื่อ ตรงหน้ามีเขียงไม้มะขาม ที่ต้องเลือกเขียงชนิดนี้ก็เพราะไม้มะขามมีความเหนียวกว่าไม้ชนิดอื่น ครูโอ๋ลงสิ่วครั้งแล้วครั้งเล่า ตอกลายลงบนกระดาษสาแผ่นเรียบที่สั่งมาจากบ้านท่าล้อ หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการทำกระดาษสาของเมืองลำปาง กระดาษสาจะถูกพับทบซ้อนหลายชั้น เพื่อเวลาคลี่ออกมาจะได้เป็นลวดลายต่อกัน โดยมีกระดาษกรุต้นแบบวางอยู่ด้านบนสุด ซึ่งเป็นกระดาษกรุลวดลายที่จะต้องตอกลงไปตามนั้น กระดาษสาทั้งหมดถูกตรึงอย่างแน่นหนาด้วยตะปูตัวจิ๋วเพื่อไม่ให้เคลื่อนได้เลยแม้แต่น้อย

 

 

          ครูโอ๋ใช้สมาธิสูงเพราะต้องจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ข้างกายของเขามีกล่องเครื่องมือเก่าคร่ำ ข้างในเต็มไปด้วยหัวใจของการตอกลาย นั่นคือสิ่ว ๒๐ ตัวที่คมกริบ สิ่วที่มองอย่างผิวเผินว่าเหมือนๆ กัน แท้จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น ทุกตัวมีชื่อเรียกมีประโยชน์ใช้สอยแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่วโค้ง สิ่วเล็บมือ สิ่วตัด สิ่วปากแบน สิ่วตุ๊ดตู่ ฯลฯ สำคัญที่สุดคือทุกตัวต้องคมและเจ้าของเองก็ต้องรู้จักเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม สล็อตเว็บตรง

          วัสดุที่จะตอกลายลงไปมีตั้งแต่กระดาษสา ผ้า ไปจนถึงแผ่นโลหะแบบบาง ทำให้นึกถึง “ปานซอย” สังกะสีฉลุลาย

ประดับชายหลังคาวิหารของชาวไทยใหญ่ในเมืองแม่ฮ่องสอน แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าจะสั่งเป็นกระดาษสาและผ้าเสียมากกว่า ครูโอ๋บอกว่า ถ้าต้องตอกแผ่นโลหะก็ต้องระวังให้มาก เพราะมันมีความคมกริบที่ร้ายนัก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

          ด้านลวดลายนั้น ครูบัวเล่าให้ฟังแทนครูโอ๋ที่กำลังขะมักเขม้นว่า ต้นแบบลวดลายที่ตาสุขมอบไว้ให้มีอยู่ ๗ ลาย ได้แก่ ลายหงส์ ลายเครือ ลายหม้อดอก ลายกระหนก ลายนกหัสดีลิงค์ ลายโพธิ์ และลายมะลิ

          “บางลายก็เป็นลายต้องห้ามสำหรับบางพื้นที่นะคะ” ครูบัวต้องเรียนรู้เรื่องความเชื่อแต่ละพื้นถิ่น แม้ลวดลายที่ใช้ในการตอกลายจะเป็นลายมงคลทั้งหมดก็ตาม  สล็อตเว็บตรง

          “ลูกค้าทางภาคใต้ โดยเฉพาะพี่น้องชาวมุสลิม เขาจะไม่ใช้ลายรูปสัตว์ค่ะ เขานิยมลายโพธิ์กับลายกระหนก มีอยู่ครั้งหนึ่งเราตอกลายรูปหงส์ส่งไปให้ ก็ต้องกลับมาทำใหม่” ครูบัวเล่า “ถ้าเป็นลูกค้าคนลำปางจะชอบลายหม้อดอก เพราะถือเป็นลายเอกลักษณ์เมืองลำปาง เห็นแล้วนึกถึงวัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของเราค่ะ”

          ลายหม้อดอก หรือลายหม้อปูรณฆฏะ คือหม้อน้ำอันมีน้ำเต็มบริบูรณ์ มีตลา หรือไม้เลื้อย แผ่ออกมาทั้งสองข้าง หมายถึง ความงอกงาม ชีวิต และการสร้างสรรค์ ลายหม้อดอกนี้ จำลองแบบมาจากฝาผนังของวิหารพระพุทธ  สล็อตเว็บตรง

 

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

วัดพระธาตุลำปางหลวง นับเป็นลายที่ตอกยากมากที่สุด เพราะมีความอ่อนช้อย มีเส้นโค้งเส้นเว้ามากมาย ต้องลงสิ่วอย่างแม่นยำชำนาญ ไม่เช่นนั้นหากผิดพลาดจะต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมด

          จะเห็นว่า การตอกลายของช่างตอกกระดาษ ไม่ได้จำกัดเฉพาะนำไปประดับโคม แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดสร้างสรรค์เป็นงานประดับตกแต่งตามงานต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง และงานพิธีอื่นๆ หรือแม้แต่นำไปตกแต่งอาคารบ้านเรือนได้อีกด้วย ซึ่งอันที่จริงสิ่งที่เรียกว่า งานช่างตอกกระดาษนี้ยังมีขอบข่ายของงานขยายไปได้กว้างไกลกว่างานโคมที่เห็นนี้อีกหลายส่วน  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

          ในทางกลับกัน โคมล้านนา  อันที่จริงอาจเป็นเพียงงานชั้นต้นของงานช่างตอกกระดาษทั้งหมดก็ว่าได้ เพียงแต่ชิ้นงานจำนวนมากของงาน ช่างตอกกระดาษ กลับเป็นงานชิ้นใหญ่ที่ห่างไกลวิถีชีวิตผู้คนตามปรกติต้องเป็นช่วงเวลาที่ไม่ปรกติเท่านั้นจึงจะมีชิ้นงานยากๆ เหล่านี้ เช่น งานช่างตอกกระดาษทอง หรือกระดาษสี ประดับปราสาท หีบศพ หรือปะรำพิธีในงานจารีตประเพณีของชาวล้านนาต่างๆ และแม้กระทั่งงานช่างตอกกระดาษของภูมิภาคอื่นๆ เช่นงานช่างตอกกระดาษภาคอีสาน ก็เป็นงานประดับตกแต่งบั้งไฟ ในงานบุญเดือนหก งานประดับเรือไฟบกในงานไหลเรือไฟ ช่วงออกพรรษา และงานประดับประดาธรรมมาสน์

 

ในงานบุญเทศน์มหาชาติ หรืองานบุญผะเหวด เป็นต้น ส่วนภาคกลาง งานช่างตอกกระดาษ ก็เป็นส่วนหนึ่งในงานช่างสิบหมู่ของราชสำนัก ที่เพิ่งจะผ่านพ้นงานพระบรมศพ รัชกาลที่ ๙ ไป นั่นคือ การตอกกระดาษประดับพระเมรุมาศ ตลอดจนอาคารปะรำพิธีต่างๆ อันเป็นที่รู้จักกันในนาม “ช่างกระดาษทองย่น” นั้นก็เป็นงานช่างตอกกระดาษสาขาหนึ่งด้วย เช่นกัน

          “จริงๆ งานตอกกระดาษง่ายๆ ในการทำโคมนี้ ก็เลี้ยงชีพพวกเราได้แล้ว เพียงแต่ต้องอดทนให้มาก อดทนกับรายละเอียดของเนื้องาน และอดทนกับรายได้ที่บางทีก็ไม่แน่นอน” ส่วนในงานช่างตอกกระดาษชิ้นใหญ่ๆ นั้น นานๆจึงจะมีเข้ามาสักครั้งหนึ่ง ก็ต้องถือเป็นบุญวาสนาที่ได้ทำงานใหญ่ๆ เช่นนั้น ก็ต้องทำกันให้สุดฝีมือละ  

          ครูบัวยิ้ม นอกจากจะรับทำโคมและงานประดับแล้ว ครูบัวและครูโอ๋ยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรจากหน่วยงานต่างๆ ในชื่อ “กลุ่มตุงและโคมศรีล้านนา” บางทีก็มีเด็กนักเรียนมาขอเรียนรู้ถึงบ้าน แต่ที่ภูมิใจมากก็คือ การจัดกิจกรรมให้เด็กพิเศษมาเรียนรู้การตอกลาย ทำโคมแบบง่ายๆ เพื่อฝึกสมาธิ

          เรายืนมองร่มสีขาวที่กางอยู่หน้าบ้าน ร่มผ้าธรรมดา แต่ประณีตอ่อนหวานด้วยผืนผ้าสีขาวที่ผ่านการตอกลายลงไปประดับอยู่โดยรอบ นี่คือผลงานล่าสุดที่ครูโอ๋ทำเพื่อประดับร่มหลายสิบคันและกำลังจะส่งมอบให้วัดพระธาตุสันดอนในอำเภอแม่ทะ หลังจากนี้อีกสองสามวัน ทั้งสองคนก็ต้องไปสอนทำโคมที่สุโขทัย

          เสียง “ต๊อก ต๊อก ต๊อก” เงียบลงไปภายในเวลาไม่ถึง ๑ ชั่วโมง ลายเครือที่ครูโอ๋นั่งตอกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ชายวัย ๖๐ ปีลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย

            แน่นอนว่ามันช่างสวยงาม ไร้ที่ติ …

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

ผ้าทอกลุ่มไท-ครั่ง อัตลักษณ์ลวดลายและสีสัน

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ผ้าทอไทครั่ง
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ผ้าทอไทครั่ง

สะดุดตาสะดุดใจ ลวดลาย และสีสัน … จนอยากรู้จักที่มาของผ้าทอสดใส … “กลุ่มไท-ครั่ง” ที่ทำให้คนรักผ้าทออย่างเราคลั่ง   

 ผ้าทอกลุ่มไทครั่ง

อัตลักษณ์ลวดลายและสีสัน

 

       

          “กลุ่มไท-ครั่ง” เป็นกลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าไท ที่ใช้ภาษาไท-ลาว เดิมกลุ่มนี้มีถิ่นฐานเก่าก่อนอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ได้พลัดถิ่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเหตุผลจากการสงครามในช่วงเวลาต่างๆ กัน โดยในปัจจุบันได้อาศัยอยู่ในบริเวณภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ในจังหวัดต่างๆ เช่น ชัยนาท อุทัยธานี สุพรรณบุรี นครปฐม พิจิตร นครสวรรค์ พิษณุโลก และกำแพงเพชร เป็นต้น  สล็อตเว็บตรง

          การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของกลุ่มไท-ครั่งนั้น นักมานุษยวิทยาหลายท่านสรุปเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า ได้อพยพมาสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรี ด้วยสาเหตุที่เมืองเวียงจันทน์ละเมิดพระราชอำนาจและเขตแดน ไล่ล่าเข้ามาประหารพระวอปิตา หรือ พระวรปิตา หรือ พระวอพระตา ซึ่งถวายตัวเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงธนบุรี อีกทั้งเจ้าสุริยวงศ์แห่งหลวงพระบางก็ฟ้องต่อไทยว่าพระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์เป็นใจกับพม่า กองทัพไทยนำโดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระยาสุรสีห์ จึงได้เข้ายึดเมืองจำปาศักดิ์ของเจ้าไชยกุมารในปี พ.ศ. ๒๓๒๑ (ค.ศ. ๑๗๗๘) และได้ขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยกองทัพหลวงพระบางอาสาเข้าตีเมืองเวียงจันทน์ช่วยทางด้านเหนือ กองทัพไทยตีเมืองเวียงจันทน์แตกในวันจันทร์ เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีกุน (ปี พ.ศ. ๒๓๒๒) และได้กวาดต้อนเชื้อพระวงศ์เช่น เจ้านันทเสน เจ้าอุปราช นางแก้วยอดฟ้ากัลยาณีศรีกษัตริย์ พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ เสนาข้าราชการผู้ใหญ่ สาวสนมนอกในทั้งปวงและประชาราษฎรครัวเวียงจันทน์ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังกรุงธนบุรี  สล็อตเว็บตรง

   

          กล่าวกันว่าในครั้งนั้น ครัวเวียงจันทน์ ที่ต้องอพยพลงมามีจำนวนหลายหมื่นคน พร้อมด้วยพระแก้วมรกตและพระบาง จึงมีพระบรมราชโองการให้ครัวลาวหลายหมื่นไปตั้งบ้านเรือนที่จังหวัดสระบุรี เอาลงไปกรุงเทพฯ เฉพาะพวกที่เป็นเชื้อกษัตริย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (สิลา วีระวงส์, ๒๕๔๐ : ๑๔๗-๑๕๑) คงให้ท้าวสุโพ ซึ่งเป็นขุนนางลาวเป็นผู้ดูแลบ้านเมืองต่อไป ตั้งแต่เมืองเวียงจันทน์และเมืองจำปาศักดิ์ตกเป็นของไทย เมืองหลวงพระบางก็ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ อาณาจักรล้านช้างจึงตกเป็นประเทศราชของไทยอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น (สุวิมล วัลย์เครือ และชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล, ๒๕๓๖ : ๑๑-๑๒)  สล็อตเว็บตรง

 

          จากการลงพื้นที่วิจัยพบว่า กลุ่มชุมชนไท-ครั่งปัจจุบันได้สืบเชื้อสายมาเป็นรุ่นที่ ๓-๔ แล้ว อีกทั้งหลายหมู่บ้านได้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเพื่อหาที่ทำกินใหม่หรือโยกย้ายเมื่อมีประชากรมากขึ้น จึงอาจเป็นการยากที่จะย้อนกลับไปหาข้อสรุปที่ชัดเจนว่าบรรพบุรุษของแต่ละหมู่บ้านได้อพยพมาจากที่ใด และ เมื่อไร เอกสารโบราณในชุมชนที่หลงเหลือ มีเพียงตำรายา ตำรากฎหมาย เท่านั้น   เว็ปตรงแตกหนัก

          หากเคยมีการศึกษาข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พอจะสรุปได้ว่ากลุ่มไท-ครั่ง มีการเรียกขานกลุ่มตัวเองเป็น “ลาว” คำว่า “ลาว” นั้นคงเป็นการเรียกขานที่แสดงถึงการแบ่งแยกกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมออกจากชาวสยาม ชาวจีน ชาวมอญ และคงด้วยชาวไทยกลุ่มนี้ได้อพยพมาจากดินแดนส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรลาว โดยมีคำเรียกขานที่แตกต่างกันออกไปเป็น ๔ กลุ่มใหญ่คือ ๑) ลาวครั่ง ๒) ลาวเวียง ๓) ลาวกา ๔) ลาวซี เฉพาะคำว่า “ลาวครั่ง” มีการตั้งข้อสันนิษฐานกันไว้ ๒ ประการคือ ประการแรก สันนิษฐานว่าเป็นการเรียกตามชื่อถิ่นฐานเดิมที่อยู่ในเขตเทือกเขาภูคัง จึงเรียกว่า “ลาวคัง ลาวคั่ง หรือ ลาวครั่ง” โดยคาดกันว่าคำว่า “คัง” มาจาก “ภูคัง” และต่อมาคำว่า “คัง” ก็เพี้ยนมาเป็น “คั่ง” หรือ “ครั่ง” ในที่สุด   สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

     

          สำหรับสำเนียงภาษาพูดของกลุ่มที่เรียกว่า “ลาวครั่ง” นั้น สุวิมล วัลย์เครือและชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล ได้เสนอไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ว่า…ลาวครั่งมักจะมีคำว่า “ก้อลา” (บางครั้งออกสำเนียงเป็น “ก๊ะ ล่ะ”) ต่อท้ายประโยคในภาษาพูด หมู่บ้านที่เรียกตัวเองว่า “ลาวครั่ง” ได้แก่ หมู่บ้านกุดจอก กิ่งอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท และหมู่บ้านโคกหม้อ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น โดยชุมชนเหล่านี้มีเรื่องเล่าจากบรรพบุรุษรุ่นปู่ รุ่นทวดว่ากลุ่มของตนย้ายมาจากเมืองหลวงพระบาง

          ส่วนคำว่า “ลาวเวียง” นั้นเป็นคำเรียกตัวเองที่ทุกหมู่บ้านในกลุ่มนี้ได้ให้ข้อมูลตรงกันว่า คำว่า “ลาวเวียง” นั้นเป็นคำย่อที่มาจากชื่อถิ่นฐานเดิมคือ เมือง “เวียงจันทน์” แห่งลุ่มแม่น้ำโขง บางหมู่บ้านเล่าว่าคนรุ่นปู่รุ่นทวดเคยบอกว่า ได้อพยพกันมาพร้อมกับพระแก้วมรกตและพระบาง สมัยเขารบกันด้วยดาบด้วยช้างด้วยม้า

          กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ลาวเวียง” ได้แก่ ชุมชนในหลายหมู่บ้านในเขตของ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น สันนิษฐานได้ว่ากลุ่มนี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยกรุงธนบุรี เพราะมาพร้อมกับพระแก้วและพระบาง

          คำว่า “ลาวกา” นั้นเป็นการเรียกขาน กลุ่มที่ชอบพูดสำเนียงเสียงดัง คล้าย “กา” และมักใช้คำลงท้ายประโยคว่า “ละกา” ทั้งนี้กลุ่มชนนั้นจะไม่เรียกตัวเองว่า “ลาวกา” แต่เรียกตัวเองว่า “ลาวเวียง” การที่กลุ่มนี้ถูกเรียกว่าอย่างนี้นั้น เป็นการดูถูกจากหมู่บ้านข้างเคียงที่เป็น “ลาวเวียง” เหมือนกันแต่ใช้สำเนียงพูดนุ่มนวลกว่า หมู่บ้านที่ถูกเรียกว่า “ลาวกา” ได้แก่ หมู่บ้านทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น

          และคำว่า “ลาวซี” หรือ “ลาวขี้ซี” นั้นเป็นคำกล่าวเรียกที่มีที่มาจากคำว่า “ขี้ซี” หมายถึง “ขี้ชัน” เนื่องจากในอดีตกลุ่มนี้นิยมประกอบอาชีพหาขี้ชันที่ใช้ยาอุดท้องเรือ ซึ่งเป็นยางไม้ที่ได้จาก “ต้นรัง” เพื่อนำไปขายเลี้ยงชีพ จึงถูกเรียกขานว่า “ลาวซี” โดยบรรพบุรุษเล่าสืบต่อกันมาว่าสืบเชื้อสายจากหลวงพระบาง (สมจิตร ภาเรือง, นาง, สัมภาษณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ และ พ.ศ. ๒๕๕๑) หมู่บ้านที่ถูกเรียกว่า “ลาวซี” ได้แก่ หมู่บ้านทุ่งก้านเหลือง ตำบลป่าสะแก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

          เราทราบข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์นี้ในประเทศลาวเพิ่มเติมจากหนังสือวิชาการเรื่อง “Lao-Tai Textiles : The Textiles of Xam Nuea and Muang Phuan” ของ Patricia Cheesman ว่ากลุ่มชาติพันธุ์นี้ เป็นชนกลุ่มหนึ่งในเมืองพวนโดยมีถิ่นฐานอยู่ที่เทือกเขา “ภูคัง” ซึ่งอ้างหลักฐานซากปรักหักพังของเจดีย์ ๓ องค์ในพื้นที่ ที่สร้างไว้ประมาณปี ค.ศ. ๑๓๔๕ (ค.ศ. ๑๘๘๘) กลุ่มนี้ถูกเรียกในลาวว่า “ไท-คั่ง” (Tai-Khang) และถูกเรียกขานในไทยว่า “ลาว-ครั่ง” (Lao Khrang) (Cheesman, Patricia, ๒๐๐๔: ๒๘๓)

          จากการศึกษาข้อมูลของด้านภาษาศาสตร์ของประเทศลาวพบว่า คำว่า “คั่ง” ในภาษาลาวจะไม่มีอักษรตัว “ร” แต่มีความหมายตรงกับคำว่า “ครั่ง” ในภาษาไทยกลาง

          กลุ่มชนย่อยของชาวไท-ครั่งทั้งหมดนี้ แม้จะมีสำเนียงของภาษาพูดจะเพี้ยนกันไปบ้าง และอพยพจากลุ่มแม่น้ำโขง ลงมาสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ทุกกลุ่มล้วนมี “ภาษาเขียน” มี “วัฒนธรรมประเพณี” และโดยเฉพาะ “รูปแบบสิ่งทอ” ที่คล้ายคลึงกันมาก

          ลักษณะสังคมของกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) นั้นดั้งเดิมเป็น “สังคมเกษตรกรรม” ที่ต้องพึ่งพาตัวเองในการจัดหาปัจจัยสี่

ในการดำรงชีวิตของครอบครัว โดยมีการจัดแบ่งหน้าที่ในวิถีชีวิตระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง เป็นวัฒนธรรมแบบ “หญิงทอผ้า ชายจักสาน” ช่วยกันทำมาหากิน โดยในอดีตหญิงสาวทุกคนจะต้องมีความสามารถในการทอผ้า เนื่องจากเป็นคุณสมบัติของกุลสตรีที่ดีงามและมีความพร้อมในการออกเรือน ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ให้ข้อมูลในการวิจัยว่า..ในสมัยก่อนที่ตนเป็นหนุ่มเป็นสาว มีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกฝ้ายไว้เป็นวัตถุดิบในการทอผ้า เพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนฝ่ายชายจะต้องมีความสามารถในการจักสาน เพื่อทำเครื่องมือในการทำมาหากิน และจะต้องผ่านการบวชเรียนในพระพุทธศาสนาจึงจะถือว่ามีความพร้อมในการออกเรือนเช่นเดียวกัน (สิทธิชัย สมานชาติ, ๒๕๔๑: ๕๗)

          ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือในพิธีการกินดอง (แต่งงาน) ของกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) จะมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะคือ…การใช้ไม้กำพัน (Cloth Beam) ซึ่งเป็นไม้สำหรับม้วนเก็บผ้า ที่ทอเสร็จจากเครือเส้นยืน ซึ่งจะอยู่ด้านผู้นั่งทอของเครื่องทอผ้า นำมาใช้เป็นคานหาบพานขวัญ (บายศรี) ของฝ่ายเจ้าบ่าวที่นำมาเพื่อประกอบพิธีสู่ขวัญบ่าวสาว… โดยมีความเชื่อว่า คู่บ่าวสาวจะรักใคร่กันกลมเกลียว แนบแน่น ดั่งเส้นด้ายที่สานทอเป็นผืนผ้าม้วนอยู่ในไม้กำพัน

          การแต่งกายในโอกาสงานกินดอง (แต่งงาน) นั้น เจ้าบ่าวจะนุ่ง “ผ้าเขย” เป็นผ้ามัดหมี่โจงกระเบน ที่ใช้ “สีแดงครั่ง” เป็นสีหลัก มีลาย “แถบสีเขียว” เป็นแนวยาวขนานขอบผ้า ซึ่งสันนิษฐานว่าแถบสีเขียวนี้เป็นส่วนที่น่าจะได้รับแบบอย่างมาจากผ้ามัดหมี่ปะโตลา (Patola) ของอินเดีย โดยอาจถ่ายรับผ่านแบบผ้ามัดหมี่ของเขมรมาอีกทอดหนึ่ง ส่วนลวดลายมัดหมี่ของไท-ครั่งที่สำรวจพบในผ้าเขยได้แก่ “ลายขอนาค” “ลายโคม” และ “ลายย่อมุมสิบสอง” เป็นต้น

          ด้วยกระแสแฟชั่นตะวันตก ทำให้ในปัจจุบันผ้าโจงกระเบนมัดหมี่ “ผ้าเขย” ไม่ได้ใช้กันนานมากแล้ว บางหมู่บ้านยังมีผ้าโบราณให้ศึกษา หลายหมู่บ้านคนรุ่นหนุ่มสาวก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็น เหลือไว้เพียงคำเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้น

          ส่วนอัตลักษณ์ลวดลายและสีสันผ้าและเครื่องแต่งกายของฝ่ายหญิงนั้น จะสังเกตได้จาก “ผ้าซิ่น” ที่ใช้นุ่ง ในวิถีชีวิตและพิธีกรรมของผู้หญิงกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) โดยเกือบทั้งหมดจะเป็นผ้าซิ่นที่ส่วนเชิงผ้าซิ่น (ตีนซิ่น) จะทอตกแต่งด้วยเทคนิค “จก” ซึ่งในกลุ่มวัฒนธรรมไท-ยวนในภาคเหนือนั้นจะเรียกผ้าซิ่นลักษณะนี้ว่า “ผ้าซิ่นตีนจก” แต่สำหรับกลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) จะไม่เรียกว่า ผ้าซิ่นตีนจก แต่จะเรียกขานแยกชนิดตามลักษณะของส่วน “ตัวซิ่น” เป็นสำคัญ เพราะทุกผืนจะต่อตีนจก แต่ลวดลายตัวซิ่นจะแตกต่างกัน โดยมีชื่อเรียกขานหลากหลายแตกต่างกันเช่น “ผ้าซิ่นมูก” “ผ้าซิ่นดอก” “ผ้าซิ่นดอกดาว” “ผ้าซิ่นก่าน” “ผ้าซิ่นสิบสิ้ว” “ผ้าซิ่นหมี่โลด” “ผ้าซิ่นหมี่ตา” “ผ้าซิ่นหมี่น้อย” เป็นต้น  โดยสีสันผ้าซิ่นส่วนใหญ่ก็จะเน้น “สีแดงครั่ง” เป็นสีหลักโดยเฉพาะผ้าที่สร้างลวดลายด้วยเทคนิคการ “มัดหมี่” ส่วนผ้าที่ทอลวดลายด้วยเทคนิค “จก” หรือ “ขิด” จะนิยมใช้สีตัดกันร้อนแรง ไม่นิยมสีเอกรงค์

   

          สำหรับ “สีสัน” ส่วนเชิงผ้าซิ่น (ตีนซิ่น) นั้นสามารถเป็น “อวัจนภาษา” ในการบ่งบอกสถานภาพ “ช่วงวัยหรืออายุ” ของผู้นุ่งผ้าซิ่น ดังงานวิจัยของ กมลา กองสุขและคณะ ปี พ.ศ.๒๕๓๖ เรื่อง “ผ้าจก กรณีศึกษาหมู่บ้านกุดจอก” ได้สรุปว่า คนวัยสาวจะใช้ “ผ้าตีนจกพื้นสีแดง” คนวัยสูงอายุจะใช้ “ผ้าตีนจกพื้นสีดำ” (กมลา

กองสุขและคณะ, 2536) โดยได้ข้อสังเกตจากการลงพื้นที่สำรวจระบบการทอผ้าด้วยเทคนิค “จก” (ทอเสริมเส้นพุ่งพิเศษแบบไม่ต่อเนื่อง) ของผ้าทอไท-ครั่ง พบว่าทุกชุมชนจะมีระบบการทอแบบเดียวกันคือ จะทอตีนซิ่นแบบสองตะเข็บ ซึ่งทอเป็นผ้าหน้ากว้างเท่ากับขนาดความกว้างของตัวซิ่น โดยทอใช้การผูกปมเส้นพุ่งพิเศษด้านบน ต้องใช้กระจกส่องดูด้านหน้าผ้าที่อยู่ด้านล่าง (ระบบกลับหัวกลับหาง/ upside down) ซึ่งทอเป็นผ้าหน้ากว้างเท่ากับขนาดความกว้างของตัวซิ่น โดยทอให้เหมือนกันสองผืนแล้วนำมาเย็บต่อข้างเป็นสองตะเข็บ ซึ่งเป็นจุดแตกต่างจากการทอตีนจกไท-ยวน

          กลุ่มไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) ทุกครัวเรือนนับถือศาสนาพุทธ จะจัดแบ่งการดำเนินชีวิตออกเป็น ๒ ส่วนคือ “ส่วนเฮ็ดกิ๋น” และ “ส่วนเฮ็ดทาน” ไว้อย่างประสานกลมกลืน นอกจากจะทอผ้าเพื่อประโยชน์ในชีวิตตนเองและครอบครัวแล้ว ยังมีการทอผ้าเพื่อสร้าง “สิ่งทอในพระพุทธศาสนา” ถวายเป็นพุทธบูชาอันได้แก่ ธง (ตุง) ผ้าอาสนะ ผ้าคลุมหัวนาค ผ้าห่อคัมภีร์ ผ้าม่านกั้นผนัง ผ้าม่านติดธรรมาสน์ หมอนเท้า หมอนน้อย เป็นต้น (สิทธิชัย สมานชาติ, ๒๕๔๑: ๕๗-๕๘) จากการศึกษาตัวอย่างผ้าเหล่านี้ พบว่ามีการจัดองค์ประกอบสีสันและลวดลาย คล้ายคลึงกับสีสันและลวดลายเครื่องแต่งกาย เน้นสีตัดกันรุนแรง สีแดง-สีเขียว สีดำ-สีขาว โดยมีสีเหลืองเป็นส่วนประกอบ สำหรับลวดลายที่โดดเด่นและพบมากคือ “ลายนาค” มีทั้ง พญานาคขนาดใหญ่ นาคขนาดกลาง และนาคขนาดเล็ก ทั้งยังมีการสร้างสรรค์ลายละเอียดลวดลายส่วนหัวนาคต่างๆกันอย่างงดงาม เราสามารถสันนิษฐานได้ว่าลวดลาย “นาค” นี้มีความเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา และอาจสื่อถึงแม่น้ำโขงที่ทอดตัวยาวดั่งพญานาค ที่แทนสัญลักษณ์ลุ่มแม่น้ำโขงอันเป็นถิ่นฐานเดิมของชาวไท-ครั่ง (ลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, ลาวซี) ก่อนที่จะเลื่อนไหลมาอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

 

 

          สำหรับลวดลาย “ผ้าตีนจก” ของผ้าทอไท-ครั่ง นั้นสามารถแบ่งโครงสร้างลวดลายออกได้เป็น ๒ หมวดใหญ่ๆ คือ (๑) โครงสร้างลายแบบ “หน่วย” เป็นการทอผ้าลายจกที่จัดองค์ประกอบที่ประกบกันสองด้านให้เป็นหน่วย (ทางไท-ยวนในล้านนาจะเรียกว่า “ลายโคม”) ซึ่งสามารถทอซ้อนชั้นลวดลายต่างๆ เป็นหลายชั้นได้ ภายใต้โครงสร้างหน่วย ซึ่งการเก็บตะกอลายจะเก็บเพียงครึ่งดอกแล้วใช้ตะกอเดิมทอไล่ย้อนไป (๒) โครงสร้างลายแบบ “เอี้ย” เป็นการทอผ้าลายจกที่จัดองค์ประกอบในโครงสร้างหยักฟันปลา มองไกลๆ คล้ายลายการขดไปมาของพญานาค ซึ่งการเก็บตะกอลายจะเก็บเต็มลาย โดยสามารถทอซ้อนชั้นลวดลายต่างๆ ได้มากชั้นกว่าแบบแรก สำหรับการเรียกชื่อลวดลายจะเรียกลายหลักต่อด้วยลายประกอบ เช่น ลายขอขื่อซ้อนขอกำ ลายขอกำซ้อนปีกไก่ ฯลฯ ที่น่าสนใจคือ ลายจบท้ายนั้นมักนิยมทอประกบทั้งด้านบนและด้านล่างด้วย “ลายขอระฆัง” หรือบางชุมชนเรียกว่า “ลายสร้อยสา” เป็นต้น

          จากการศึกษาและสำรวจผ้าโบราณในทุกกลุ่ม ทั้งลาวครั่ง, ลาวเวียง, ลาวกา, และลาวซี พบว่าในทุกกลุ่มจะใช้ผ้าที่ย้อมจาก “สีแดงครั่ง” เป็นสีหลักเหมือนกัน มีแนวการจัดองค์ประกอบลวดลายและสีเหมือนกัน ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานใหม่ขึ้นมาในใจว่า ลักษณะสีสันของผ้าอาจเป็นที่มาของการเรียกขานกลุ่มนี้ทั้งหมดว่า “ไท-ครั่ง” / ลาวครั่ง” ก็เป็นได้และเพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลประวัติศาสตร์ในอนาคตเราคงจะต้องมีการไปศึกษาวิจัยในพื้นที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งยังมีชุมชนกลุ่มวัฒนธรรมนี้บางส่วนอาศัยอยู่

          ข้อมูลการวิจัยด้านผ้าต่างๆ เหล่านี้ ช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ที่มาของกลุ่มวัฒนธรรมไท-ครั่ง ความเข้าใจในอัตลักษณ์ลวดลายและสีสันของผ้าทอไท-ครั่ง จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้บริโภคที่จะได้เข้าใจและเปิดใจสุนทรียภาพที่แตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ ทั้งยังเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์

ผ้าทอต่อไปในอนาคต ด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้งาน เสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP : หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์) การมีผู้สืบทอด มรดกทางวัฒนธรรมทางภูมิปัญญา (Intangible Cultural Heritage) ก็จะเป็นความพร้อมของตัวชี้วัดในการเสนอขอขึ้นทะเบียนในระดับ UNESCO ต่อไปในอนาคตอันใกล้

          สุดท้ายนี้เราอาจถ่ายทอดภาพรวมของอัตลักษณ์ “ผ้าทอไท-ครั่ง” เป็นบทกวีสั้นๆ ได้ว่า

 

“…แสงแดดจ้า…แห่งฤดูร้อน…สาดส่อง…

ผ้าทอไท-ครั่ง…สีแดงครั่ง…โดดเด่น…

แลดูมองเห็น…มาแต่ไกล…    

นิยมใช้สีสันสดใส…และใช้สีตรงข้ามตัดกัน…

แข่งขันความรุนแรง…สีแดง..สีเขียว…

สีขาว…สีดำ…สีเหลืองแจ่ม…

ลายโตเด่นชัด…มองเห็นถนัดตา…

สลับสีอย่างอิสระ…ดูไร้แบบแผน…แต่ได้สมดุล

เป็นแนวศิลปะ…ที่สื่อเสน่ห์อันบริสุทธิ์…

แสดงความเป็นเนื้อแท้ของธรรมชาติ…

คือเอกลักษณ์พิเศษของผ้าทอไท-ครั่ง…”

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

ผ้าทอเมืองอุบลฯ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ผ้าทอเมืองอุบลฯสวยๆ

ผ้าทอเมืองอุบลฯสวยๆ

ผ้าทอเมืองอุบลฯสวยๆ

ฟื้นฟู ผ้าโบราณ “ผ้าทอเมืองอุบลฯ” ด้วยการทอผ้าแบบเจ้านายเมืองอุบลฯ”  ให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง  โดยแม่คำปุน ศรีใส ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๑

ผ้าทอเมืองอุบลฯ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

 

ผ้าทอเมืองอุบลฯสวยๆ

            ผ้าทอเมืองอุบลฯ มีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามของผ้าไหม ซึ่งเป็นมรดกสิ่งทอที่ได้ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ปี .๒๕๕๗
 

            ด้วยยังมีชุมชนที่ยังคงสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าอยู่ในปัจจุบันที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ บ้านคำปุน อำเภอวารินชำราบ หมู่บ้านบอน อำเภอสำโรง หมู่บ้านลาดสมดี อำเภอตระการพืชผล บ้านปะอาว อำเภอเมือง บ้านสมพรรัตน์ อำเภอบุณฑริก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหลักฐานตัวอย่างผ้าโบราณ ที่ส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี โดยจัดแสดงทั้งตัวอย่างผ้าโบราณ เครื่องทอผ้าและอุปกรณ์ทอผ้า ผ้าทอเมืองอุบลฯ ยังมีภูมิหลังของการสืบทอดภูมิปัญญา มีลวดลายผ้าอันเป็นเอกลักษณ์เป็นสิ่งแสดงความสัมพันธ์ของภูมิหลังที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรล้านช้าง ความเกี่ยวพันกับผ้าทอชนเผ่าในลุ่มแม่น้ำโขงและความเกี่ยวดองของเจ้านายเมืองอุบลฯ กับราชสำนักสยามที่สะท้อนออกจากลวดลายผ้าเป็นที่ประจักษ์

 

   

ผ้าทอเมืองอุบลฯสวยๆ

 

ภูมิหลัง เมืองอุบลราชธานี

            ความเป็นมาของตระกูลเจ้านายเมืองอุบลราชธานี มีการสืบเชื้อสายจากเจ้านครเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า ราวปี .๒๒๒๘ จีนฮ่อธงขาวยกทัพมาปล้นเชียงรุ้ง ทำให้เจ้าเชียงรุ้ง มีเจ้าแสนหวีฟ้า เจ้าปางคำ ได้อพยพไพร่พลไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายมารดา (บำเพ็ญ  อุบล และคะนึงนิตย์ จันทรบุตร๒๕๓๕เจ้าปางคำนั้นโปรดให้เสกสมรสกับพระราชนัดดา ได้โอรสคือ พระวอ พระตา

            .๒๓๑๐ พระวอ พระตา เกิดความขัดแย้งกับเจ้าสิริบุญสาร เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ ที่พระวอ พระตาเคยสู้รบให้จนได้เป็นกษัตริย์ จึงแยกตัวออกจากการอำนาจของเวียงจันทน์ข้ามฟากมาตั้งตัวอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง สร้างเมืองและตั้งชื่อเมืองในเชิงสัญลักษณ์ถึงความเป็นอิสระและความเจริญรุ่งเรืองว่า “นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน” (เติม วิภาคย์พจนกิจ๒๕๓๐ : ๑๐๙ทำให้เวียงจันทน์ไม่อาจยินยอมได้ จึงพยายามปราบปรามและติดตามกำจัดเรื่อยมาจนพระตา และพระวอตายในที่รบ แม้หนีมาพึ่งเมืองนครจำปาศักดิ์ที่เป็นเอกราชจากเวียงจันทน์ก็ตาม ในที่สุด บุตรหลานที่เหลืออยู่ไม่มีทางเลือกต้องหันมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกรุงธนบุรีและกรุงเทพมหานคร สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

        

ผ้าทอเมืองอุบลฯสวยๆ

    พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผงผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี เป็นบุตรของพระตาและนางบุศดี เกิดเมื่อปี ..๒๒๕๒ ที่นครเวียงจันทน์ เสกสมรสกับเจ้านางตุ่ยธิดาอุปราช (ธรรมเทโวอนุชา ของพระเจ้าองค์หลวง (ไชยกุมารเจ้านครจำปาศักดิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็น “พระประทุมสุรราช” เมื่อปี .๒๓๒๓ อันเป็นตำแหน่งนายกองใหญ่คุมเลก (ไพร่อยู่ที่บ้านดู่ บ้านแก ขึ้นกับนครจำปาศักดิ์ ต่อมาในปี .๒๓๒๙ ได้ย้ายครอบครัวและไพร่พลจากบ้านดู่ บ้านแก มาตั้งบ้านเมืองใหม่ที่ตำบลห้วยแจระแม โดยพระบรมราชานุญาตในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และตั้งชื่อ เมืองนี้ว่า “เมืองอุบลฯ” จากการร่วมปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วในปี .๒๓๓๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระประทุมสุรราช (เจ้าคำผงเป็น “พระประทุมวรราชสุริยวงศ์” และยกฐานะเมืองอุบลเป็น “เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ประเทศราช”   เว็ปตรงแตกหนัก

            ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมืองอุบลราชธานีมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชที่มีเจ้าปกครองเช่นเดียวกันกับเมืองหลวงพระบางและเมืองเวียงจันทน์ คือปกครองด้วยคณะ “อาญาสี่” อันประกอบด้วย เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ราชบุตร ตามโบราณราชประเพณีล้านช้าง โดยเจ้านายในสายตระกูลพระวอ พระตา ได้ปกครองสืบต่อมา (เติม วิภาคย์พจนกิจ๒๕๓๐ : ๓๓๕)  

ผ้าทอเมืองอุบลฯสวยๆ

สล็อตเว็บตรง

            ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำเนินการปรับปรุงประเทศ ทั้งในส่วนกลางและหัวเมือง เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามจากการล่าเมืองขึ้นของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสโดยเฉพาะหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าหลวงกำกับราชการจากกรุงเทพฯ ไปประจำที่เมืองอุบลราชธานีและเมืองจำปาศักดิ์ ในปี .๒๔๒๕ ต่อมาในปี .๒๔๓๔ พระองค์ทรงปฏิรูปการปกครอง ด้วยการแต่งตั้งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ มาเป็นข้าหลวงประทับที่หนองคายและอุบลราชธานี ซึ่งเป็นมณฑลที่ติดต่อกับเขตปกครองของฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่ง “ข้าหลวงต่างพระองค์” พร้อมจัดแบ่งหัวเมืองต่างๆ ที่ดำเนินการไว้ในปี .๒๔๓๓ ใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยให้กรมหลวงสรรพประสิทธิประสงค์ มาดำรงตำแหน่ง ระหว่างปี .๒๔๓๖๒๔๕๓

            เจ้านายเมืองอุบลฯ ได้มีการเชื่อมความสัมพันธ์กับเจ้านายจากกรุงเทพฯ เมื่อกรมหลวงสรรพประสิทธิประสงค์ เสด็จมาประทับที่เมืองอุบลได้พระชายาเป็น “นางเจียงคำ” ธิดาของท้าวสุรินทร์ชมพู (หมั่นบุตรของราชบุตรสุ่ย ราชบุตรเมืองอุบลราชธานี กับได้หม่อมบุญยืน (หม่อมบุญยืน ชุมพล  อยุธยาญาติหม่อมเจียงคำ มาเป็นชายาอีกคน ความเกี่ยวดองของเจ้านายเมืองอุบลฯ ทำให้เกิดการถ่ายโอนลวดลายผ้าจากราชสำนักสยาม ดังปรากฏพบได้ในตัวอย่างผ้าโบราณหลากหลายผืน  สล็อตเว็บตรง

 

 

ลวดลายผ้าและเทคนิคการทอผ้าของเมืองอุบลฯ

            “ผ้าทอเมืองอุบลฯ” ยังคงสืบทอดการทอผ้าอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจากการสำรวจศึกษาหลักฐานผ้าตัวอย่างผ้าโบราณ จากทั้งแหล่งพิพิธภัณฑ์ คลังสะสมส่วนบุคคล รวมทั้งจากชุมชนแหล่งผลิตผ้าทอมือที่ยังสืบทอดอยู่ในปัจจุบัน ทั้งผ้าทอแบบเจ้านายเมืองอุบลฯ และผ้าทอแบบพื้นบ้านเสนอขอขึ้นทะเบียน เป็นจำนวน ๑๘ ประเภท ได้แก่ ผ้าเยียรบับลาว ผ้าซิ่นยกดอกเงินดอกคำ (ลายสร้อยดอกหมาก ลายสร้อยดอกพร้าว ลายดอกแก้วผ้าซิ่นมุก/ซิ่นทิวมุก ผ้าซิ่นหมี่คั่น/ซิ่นหมี่น้อย (ลายปราสาทผึ้ง ลายนาคน้อย ลายจอนฟอน ลายนาคเอี้ย ลายหมากจับ ลายคองเอี้ยผ้าซิ่นมัดหมี่หมี่รวด (ลายโคมห้า ลายโคมเจ็ด ลายหมากจับ ลายหมากบกผ้าซิ่นทิว/ซิ่นก่วย/ซิ่นเครือก่วย ผ้าซิ่นมับไม/ผ้าซิ่นไหมก่อม/ซิ่นไหมเข็นก้อม/ซิ่นสีไพล/ซิ่นตาแหล่ ผ้าซิ่นหมี่ฝ้าย แพรตุ้ม ๑๐แพรขิด ๑๑แพรไส้ปลาไหล ๑๒แพรอีโป้ (ผ้าขาวม้าเชิงขิด๑๓ผ้าตาโก้ง (โสร่งไหม๑๔ผ้าธุงขิด ๑๕หมอนขิด ๑๖ผ้าต่อหัวซิ่น (หัวจกดาว หัวจกดอกแก้วทรงเครื่อง หัวขิดคั่นลายกาบพร้าว๑๗ตีนซิ่นแบบเมืองอุบลฯ (ตีนตวย ตีนกระจับย้อย ตีนปราสาทผึ้ง ตีนขิดดอกแก้ว ตีนช่อ๑๘ผ้ากาบบัว (ผ้าประจำจังหวัด ๒๕๔๒ปัจจุบัน)

            ในประเด็นเรื่องลวดลายผ้าและเทคนิคการทอผ้าของเมืองอุบลฯ ได้ข้อสังเกตผ้าทอที่แสดงเอกลักษณ์ของเมืองอุบลฯ ที่สำคัญได้แก่ ) “ผ้าเยียรบับลาว” ผ้าทอที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องความงดงาม ดังปรากฎคำชมเชยในพระราชหัตถเลขารัชกาลที่  ซึ่งมีตัวอย่างผ้าโบราณเก็บรักษาไว้ที่วัดเลียบ คลังสะสม ดร.บำเพ็ญ  อุบล และคลังสะสมบ้านคำปุน ลักษณะผ้าเป็นผ้ายกไหมหลากสี ใช้การจกลวดลายสลับสีและทอแทรกดิ้นทองดิ้นเงิน ซึ่งคุณมีชัย แต้สุจริยา แห่งบ้านคำปุน ได้ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูผ้าเยียรบับลาวขึ้นมาใหม่จากผ้าโบราณที่มีลวดลายตามแบบฉบับราชสำนักสยาม (ลายท้องผ้า ลายสังเวียนผ้า ลายกรวยเชิงด้วยวิธีการทอด้วยเทคนิคลายยกขิดที่เก็บตะกอลวดลาย โดยในปัจจุบันใช้วิธีการเก็บตะกอแนวดิ่งที่สามารถเก็บลายผ้าไว้ทอซ้ำได้ ผ้าซิ่นยกดอกเงินดอกคำ เป็นผ้าซิ่นของกลุ่มเจ้านายเมืองอุบลฯ ที่ทอยกขิด (ทอเสริมเส้นพุ่งพิเศษด้วยเส้นโลหะดิ้นเงินดิ้นทองซึ่งนำเข้าจากฝรั่งเศสหรืออินเดีย ทอเป็น “ลวดลายแนวดิ่ง” ที่เรียกในภาษาถิ่นว่า “ซิ่นลายล่อง” เป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายสร้อยดอกหมาก ลายสร้อยดอกพร้าว ลายดอกแก้ว เป็นต้น ผ้าซิ่นมุก/ซิ่นทิวมุก เป็นผ้าเจ้านายฝ่ายหญิงระดับอัญญานาง ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ใช้เครือเส้นยืนแบบซิ่นทิว เป็นลายริ้วสลับขนาดตลอดหน้าผ้า ทอตกแต่งด้วยเทคนิคการทอเสริมเส้นยืนพิเศษผสมเทคนิคการจก/ทอเสริมเส้นพุ่งพิเศษลาย “ดาว” จึงนิยมเรียกชื่อเต็มว่า “ซิ่นทิวมุกจกดาว” ผ้าซิ่นมัดหมี่ ของชาวเมืองอุบลฯ จะใช้เทคนิคการ “มัดโอบ” ลำหมี่เพื่อย้อมสีลวดลายมัดหมี่ทั้งสีพื้นของลายหลักและสีอื่นๆ ของลายประกอบ โดยลวดลายเอกลักษณ์ของ “ผ้าซิ่นหมี่คั่น/ซิ่นหมี่น้อย” ได้แก่ ลายปราสาทผึ้ง ลายจอนฟอน (พังพอนลายขอนาค/นาคน้อย ลายหมากจับ ลายคลองเอี้ย เป็นต้น ส่วนลวดลายเอกลักษณ์ของ ผ้ามัดหมี่ (หมี่รวดได้แก่ ลายหมี่โคมห้า ลายหมี่โคมเจ็ด ลายหมี่วง หมี่นาค หมี่หมากจับ หมี่หมากบก เป็นต้น ) “หัวซิ่น” โดยเฉพาะ “หัวซิ่นจกดาว” และ “หัวซิ่นจกดอกแก้วทรงเครื่อง” ที่โดดเด่นกว่า “หัวซิ่นขิดคั่น” ที่ใช้ทั่วไปในภาคอีสาน ) “ตีนซิ่น” (ตีนกระจับย้อย ตีนตวย ตีนขิดปราสาทผึ้ง ตีนขิดดอกแก้ว ตีนช่อ ตีนขิดคั่นโดยลวดลายตีนซิ่นที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์คือ “ลายตีนตวย” ที่ได้รับอิทธิพลทางศิลปะที่ประยุกต์มาจาก “ลายกรวยเชิง” ที่เป็นหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยาม (กรุงเทพฯกับทางเจ้านายเมืองอุบลฯ ผ้าซิ่นทิว/ซิ่นก่วย/ซิ่นเครือก่วย ที่มีการพัฒนาสีสันอันหลากหลายกว่ากลุ่มอื่นๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง (ซิ่นทิวสีโทนแดง ซิ่นทิวสีโทนคราม ซิ่นทิวสีโทนเขียวดังหลักฐานที่บันทึกไว้บนภาพฮูปแต้ม วัดทุ่งศรีเมือง ธุงขิด ที่มีพัฒนาการการคิดสร้างสรรค์ลวดลายขิดที่งดงาม เต็มผืน ด้วยลายหอปราสาท ลายนาค ลายมอม ลายเสือ ลายวัว ลายช้าง ลายม้า ลายคนท่าทางต่างๆ ฯลฯ ผ้ากาบบัว เป็นผ้าที่มีชื่อเสียงประกาศขึ้นเป็นผ้าประจำจังหวัด โดยคุณมีชัย แต้สุจริยา บ้านคำปุน ได้รับมอบหมายจาก อดีตท่านผู้ว่าราชการจังหวัดศิวะ แสงมณี ให้คิดค้นออกแบบเป็นผ้าประจำจังหวัดเมื่อปี .๒๕๔๓ เป็นผ้าที่ใช้วิธีการทอผ้าผสม  เทคนิค มัดหมี่จะนิยมมัดกั้นสีเส้นพุ่ง ขิดทอเสริมเส้นพุ่งพิเศษทั้งด้วยเส้นใยไหมและดิ้นเงินดิ้นทอง มับไม (ควบเส้นและ เครือทิว จนได้รับความนิยมทอกันแพร่หลาย   สล็อตเว็บตรง

            นอกจากนี้ผ้าทอเมืองอุบลฯ ยังได้เป็นสิ่งบ่งบอกความสัมพันธ์กับชนเผ่าอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกันในลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ) “ผ้าซิ่นมุก/ซิ่นทิวมุก” ที่เจ้านายเมืองอุบลฯ น่าจะประยุกต์มาจากผ้าซิ่นมุกของชนเผ่ามะกอง แขวงสะหวันนะเขต สปปลาว ) “ผ้าซิ่นไหมก่อม/ซิ่นไหมเข็นก้อม/ซิ่นสีไพล/ซิ่นตาแหล่” ที่ชาวเมืองอุบลฯ มีมรดกสิ่งทอร่วมกันกับ “ชาวกูย” และ “ชาวเยอ” ที่เป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมในพื้นที่อีสานใต้ ) “แพรไส้ปลาไหล” “แพรอีโป้” (ผ้าขาวม้าเชิงขิด) “ผ้าตาโก้ง” (โสร่งไหมก็เป็นผ้าทอที่ชาวเมืองอุบลฯ ได้มีมรดกสิ่งทอร่วมกันกับคนในพื้นที่อีกกลุ่มคือ “ชาวเขมรถิ่นไทย/เขมรสูง” และ “ชาวกูย” ) “ผ้าซิ่นหมี่ฝ้าย” นั้นนิยมย้อมด้วยสีครามเป็นพื้น มัดเว้นลวดลายเป็นสีขาว อันเป็นมรดกร่วมของชาวไทลาว และชนเผ่าอื่นๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ) “แพรขิด/แพรตุ้ม” “หมอนขิด” และ “ธุงขิด” เป็นมรดกสิ่งทอร่วมกันกับ “ชาวภูไท” และ “ชาวไทลาว” ที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกันในระหว่างเส้นทางอพยพจากล้านช้าง (สปปลาวลงมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองอุบลฯ อย่างไรก็ดีผ้าทอที่เป็นมรดกร่วมกันนี้ส่วนใหญ่ ช่างทอชาวเมืองอุบลฯ จะมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบสีสันของลายผ้าทอเพื่อให้ตรงรสนิยมเฉพาะตัวของตนเอง สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

 

การฟื้นฟูผ้าทอเมืองอุบลฯ

            นับตั้งแต่ปี .๒๕๕๗ ที่ผ้าทอเมืองอุบลฯ ได้ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมนั้น ได้มีความตื่นตัวในการฟื้นฟูการทอผ้าแบบเจ้านายเมืองอุบลฯ ด้วยความนิยมในคุณค่าผ้าทอแบบกลุ่มเจ้านายหรืออัญญานางซึ่งเป็นลวดลายเอกลักษณ์อันโดดเด่นของผ้าทอเมืองอุบลฯ หลายชุมชนที่มีทักษะการทอผ้า ได้รับการส่งเสริมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐคือ วัฒนธรรมจังหวัด ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดอุบลราชธานี คณะศิลปประยุกต์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี รวมทั้งภาคเอกชนที่เป็นร้านผ้าไหม เช่น ร้านคำปุน ร้านต้นเทียนไหมไทย ร้านจันทร์หอมไหมไทย ฯลฯ โดยมีการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าในหลายชุมชน ได้แก่ บ้านคำปุน อำเภอวารินชำราบ หมู่บ้านบอน อำเภอสำโรง หมู่บ้านลาดสมดี อำเภอตระการพืชผล บ้านปะอาว อำเภอเมือง บ้านสมพรรัตน์ อำเภอบุณฑริก เป็นต้น โดยได้มีการนำลวดลายผ้าโบราณที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี มาฟื้นฟูทอขึ้นใหม่ สร้างรายได้จำนวนมหาศาลแก่ผู้ประกอบการและช่างทอผ้าในจังหวัดอุบลราชธานี

            ด้วยฝีมือความสามารถที่เป็นเลิศของศิลปิน/ช่างฝีมือการทอผ้าเมืองอุบลฯ โดยเฉพาะ คุณแม่คำปุน ศรีใส ที่ได้รับยกย่องเป็น “ศิลปินแห่งชาติประจำปี .๒๕๖๑” โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และทายาทคือ คุณมีชัย แต้สุจริยา ซึ่งก็ได้รับยกย่องให้เป็น “ครูช่างศิลป์ของแผ่นดิน” โดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (...) ช่วยทำให้ชื่อเสียงของผ้าทอเมืองอุบลฯ ได้รับการเผยแพร่ไปสู่สาธารณะในวงกว้าง ตลอดจนมีการทำวิจัยและการส่งเสริมคุณค่าผ้าทอเมืองอุบลฯ จึงทำให้เกิดกระแสความนิยมผ้าทอแบบเจ้านายเมืองอุบลฯ มีความต้องการมากในสังคมชั้นสูง จึงทำให้เกิดการขยายตัวกำลังการผลิตทั้งในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี (ที่คนรุ่นใหม่ย้ายกลับภูมิลำเนามาทอผ้าเป็นอาชีพและขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกด้วย

            จึงนับได้ว่าลวดลายผ้าทอเมืองอุบลฯ หรือผ้าทอแบบเจ้านายเมืองอุบลฯ นั้นเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural Heritage) ที่เป็นวัฒนธรรมมีชีวิต (Living culture) นอกจากยังสืบทอดกันในพื้นที่ต้นกำเนิดแล้ว ยังมีพลังทำให้เกิดการขยายตัวของการผลิตไปในวงกว้างของภาคอีสาน ด้วยพลังความงดงามของผืนผ้าและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของสิ่งทอนั้นเอง

 

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

ผ้าขาวม้าอกาลิโก

ผ้าขาวม้าเส้นอาชีพพระราชทาน

ผ้าขาวม้าเส้นอาชีพพระราชทาน

ผ้าขาวม้าเส้นอาชีพพระราชทาน

เป็นอีกปีที่กาลเวลาเคลื่อนผ่านสู่ศักราชใหม่ และยังคงได้รับผ้าทอลายตารางเป็นของขวัญ

ผ้าขาวม้าเส้นอาชีพพระราชทาน

     แกะกล่องผลิตภัณฑ์ใบสวย ที่พับทบอยู่ข้างในมองผิวเผินก็ใช่ผ้าขาวม้า เมื่อคลี่ออกจึงชัดแจ้งว่าเป็นเสื้อคลุมกันลมหนาวทรงแขนค้างคาว

     ลีลาของผ้าขาวม้าศักราชนี้ไม่เพียงอวดโฉมกันที่รูปทรง “แพรผืน” เชยๆ ที่คนรุ่นลุงป้า-ตายายใช้เป็นวิถีชีวิตเท่านั้น  ยังผาดโผนสู่ “ข้าวของเครื่องใช้” ชิกๆ ให้วัยรุ่นยุคใหม่นำมาใช้ได้อย่างไม่ขัดเขิน  สล็อตเว็บตรง

     ที่น่าอัศจรรย์คือ รูปลักษณะเท่านั้นที่แปรเปลี่ยน แต่สิ่งสำคัญในศาสตร์แห่งสีสัน-ศิลป์แห่งลายผ้าที่เกิดจากแรงมือและหัวใจสร้างสรรค์พัฒนาอย่างต่อเนื่องยังคงอยู่ทุกกระเบียด   สล็อตเว็บตรง

 

     เป็นเสน่ห์-ที่ทำให้ผ้าขาวม้าข้ามผ่านยุคสมัยมาได้อย่างสุขุมและเปี่ยมค่า

     อย่าถามเลยว่าเวลานี้ที่บ้านมีกี่ “ผืน” นับว่ากี่ “อย่าง” น่าจะถูกต้องกว่า

 

ผ้าขาวม้าเส้นอาชีพพระราชทาน

ผ้าขาวม้าของชนด้ามขวาน

     จำเป็นต้องเล่าว่า “ผ้าขาวม้า” ไม่ใช่ “สมบัติส่วนตัว” ของชาติไทย

     แม้ชื่อเรียกยังไม่ใช่คำไทยแท้ด้วยซ้ำ ส่วนจะมาจากคำว่า “กามาร์บันด์” (kamarband) ในภาษาเปอร์เซีย โดย “กามาร์” หมายถึงเอว “บันด์” หมายถึงรัดหรือคาด (กามาร์+บันด์=ผ้าคาดเอว) ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่ใช้เรียกผ้าจีบอย่างกว้างที่ผู้ชายใช้คาดเอวในภาษาฮินดีไหม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด  สล็อตเว็บตรง

ผ้าขาวม้าเส้นอาชีพพระราชทาน

     เพราะแม้แต่ภาษามลายูก็เรียกผ้าพันเอวว่า “กามาร์บัน” (kamarban) ไม่มีตัว “d” และภาษาอังกฤษก็เรียกผ้ารัดเอวในชุดทักซิโด้ด้วยคำที่ออกเสียงคล้ายกันว่า “คัมเมอร์บันด์” (cummerbund) ยังมีบางตำราอ้างว่าน่าจะเพี้ยนจาก “กามา” (kamar) ในภาษาอิหร่านซึ่งใช้สื่อสารกันในประเทศสเปนด้วย  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

     แต่ไม่ว่าอย่างไร สำเนียงที่คล้ายคลึงในความหมายเดียวกันก็ถือเป็นรหัสร่วมวัฒนธรรมได้

     บ้านเรา-ภาคกลางเรียก “ผ้าขาวม้า” ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ในภาคอื่นอาจเรียกด้วยภาษาถิ่นเขา เช่น ภาคเหนือเรียก “ผ้าตาโก้ง” ภาคอีสานเรียก “แพรขาวม้า” หรือภาคใต้เรียก “ผ้าขาว” “ผ้าผลัด” ฯลฯ

     มีผู้สันนิษฐานว่าคนไทยเริ่มใช้ผ้าขาวม้ากันตั้งแต่หลายร้อยปีมาแล้ว โดยเห็นชาวไทยใหญ่ใช้โพกศีรษะก่อนจึงนำมาพลิกแพลงเป็น “ผ้าเคียนเอว” เวลาเดินทางไกลก็ดัดแปลงมาห่ออาวุธ เก็บสัมภาระแทนย่าม มัดของแทนเชือก ปูรองนั่ง-นอน ม้วนหนุนแทนหมอน นุ่งอาบน้ำ เช็ดร่างกาย ปัดฝุ่น-แมลง ซับเลือดแทนผ้าพันแผล ฯลฯ จนกลายเป็นว่าชาวไทยใหญ่เห็นเราใช้ประโยชน์หลากหลายจึงทำตามอย่าง

     ยังมีร่องรอยจากจิตรกรรมในสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงศรีอยุธยา (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒) ปรากฏการแต่งกายของชายอโยธยาที่ใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า คาดพุง ทั้งคล้องคอตลบห้อยชายผ้าทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง   สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ผ้าขาวม้าเส้นอาชีพพระราชทาน

     ยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ (พุทธศักราช ๒๓๒๕–ปัจจุบัน) ผ้าขาวม้าไม่ได้ถูกจำกัดการใช้เพียงชายอีกแล้ว ผู้หญิงก็รู้จักนำมาใช้สอย คลุมหัวบังแดดบังลม เป็นผ้าคลุมกันเปื้อน ผ้านุ่งกระโจมอก แม่ลูกอ่อนใช้ผูกเปลแกว่งไกวหรือใช้เป็นผ้าอ้อมให้ทารกก็มี เก่าแล้วยังดัดแปลงเป็นของเล่นให้เด็กๆ กระทั่งขาดก็ยังใช้ทำความสะอาดเครื่องใช้ เป็นผ้าขี้ริ้วปัดฝุ่นถูเรือน เป็นพรมเช็ดเท้าไม่รู้จบ   เว็ปตรงแตกหนัก

     มากกว่าประโยชน์ใช้สอย ผ้าขาวม้ายังแสดงร่องรอยความเชื่อที่ชาวบ้านมีต่อผืนผ้าด้วย อย่างในพิธีขึ้นบ้านใหม่ก็มักใช้ผูกเสาเอกแขวนไว้ที่ขื่อ ป้องกันเสนียดจัญไร ขับไล่ขโมยลักวัว ควาย เป็ด ไก่ บ้างใช้ปัดข้าวในนา เชื่อว่าไล่นก หนู แมลง เพลี้ยกระโดดไม่ให้ทำลายข้าว หรือแม้แต่เป็นสมบัติตกทอดก็มีอย่างชาวสุรินทร์จะมีผ้าขาวม้าประจำตระกูลเมื่อสิ้นบุญผู้อาวุโสก็มักจะมอบต่อเป็นมรดกแก่ลูกหลาน ฯลฯ

     ว่ากันตามจริง ถึงวันนี้จะรู้ว่ากำเนิดผ้าขาวม้ามาจากชาติไหนคงไม่สำคัญแล้ว

     เพราะการอยู่ร่วมแผ่นดินไทยมานานหลายร้อยปี ผูกรัดหัวใจคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว

 

สรรค์เส้นเป็นผ้าผืน

     ฝ้าย ไหม ด้ายสังเคราะห์ คือหัวใจของผ้าขาวม้า

     แม้อายุการใช้งานจะมากน้อยกี่ปีขึ้นอยู่กับวิธีใช้สอย แต่มูลค่าย่อมต่างตามวัสดุ ผ้าที่ทอด้วยเส้นไหมคุณภาพดีจะมีราคาสูงที่สุด จึงนิยมใช้อย่างทะนุถนอมคลุมบ่า-พาดไหล่

     คุณค่าจากนั้น คือนานาสีสันและลวดลายที่เรียงร้อยลงผืนผ้า ซึ่งแม้บ้านเราจะผลิตกันแทบทุกภาค แต่ “ขนาดตาราง” และ “จำนวนสี” ของด้ายทอก็แสดงอัตลักษณ์ตามถิ่น

     อย่างภาคกลางนิยมทอลายตารางใหญ่เหมือนกัน  ครั้นแยกทีละจังหวัดยังพบรายละเอียดต่างกันไป เช่น ชาวพระนครศรีอยุธยานิยมทอเป็นผืนเล็กแคบ ใช้ด้ายสองสีทอสลับด้าน ให้ปลายด้านยาวทั้งสองข้างเป็นลายริ้วสลับสี  ชาวนครสวรรค์นิยมใช้ฝ้ายและสีด้ายตัดกัน ชาวกาญจนบุรีใช้ด้ายสี่สีทอสลับกัน ชาวชัยนาทนิยมทอด้วยไหมประดิษฐ์ (เส้นใยจากฝ้ายผสมโทเร) และนิยมทอเป็นลายสกอตต์ ลายทาง หรือลายสี่เหลี่ยม  ที่ขึ้นชื่อคือของตำบลเนินขาม เรียกว่า ผ้าขาวม้าห้าสี” (แดง เหลือง ส้ม เขียว ขาว), ชาวลพบุรี (โดยเฉพาะอำเภอบ้านหมี่ ผลิตกันมากจนนับเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของประเทศ) นิยมทอด้วยใยสังเคราะห์ ลวดลายไส้ปลาไหลกับลายตาม่อง ส่วนชาวราชบุรีนิยมทอลายหมากรุกกับลายตาปลา เป็นต้น

     ที่ภาคอีสานนิยมทอลายตารางเล็กด้วย “กี่กระตุก” และทอยาวคราวละ ๒๐–๓๐  เมตร ค่อยตัดแบ่งผืนละ ๑ วา คนอีสานบางถิ่นจึงเหมาเรียกผ้าขาวม้าว่า “แพรวา” (มาจากคำว่าผ้า และความยาวของผ้า) แพรขาวม้าของอีสานนิยมทอเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสคล้ายตารางหมากรุก โดดเด่นที่ลายไส้ปลาไหลกับลายเครือลิ้นแลน, ชาวศรีสะเกษนิยมทอด้วยฝ้าย (โอกาสพิเศษจึงใช้ไหม) ปรกติใช้ด้ายสองสามสีขัดเป็นลายตารางหมากรุก ชาวสุรินทร์ (โดยเฉพาะในอำเภอเขวาสินรินทร์) นิยมทอลายตารางสีแดง-ดำ หรือเขียวเข้ม ชาวมหาสารคาม (โดยเฉพาะบ้านหนองหิน) นิยมทอด้วยมือและใช้สีธรรมชาติ  ชาวขอนแก่นนิยมทอลายหมี่กงอันเก่าแก่ วิจิตรตาด้วยการผสมผสานสีม่วง-แดง-เขียว และทอแบบสามตะกอให้เนื้อผ้าหนาแน่น ชาวอุดรธานี (โดยเฉพาะชุมชนดอนอีไข) นิยมทอลายขัดพื้น ด้วยด้ายสีขาว-ดำ เป็นต้น

     ภาคเหนือจะนิยมทอด้วยฝ้าย ย้อมสีด้ายจากเปลือกไม้กลัด ประดู่ มะเกลือ ใบสัก เป็นต้น และทอลายตารางหมากรุกโดยเพิ่มเทคนิคการ “จก” ลวดลายสัตว์บนชายผ้า เรียกว่า ผ้าขาวม้ามีเชิง ชาวแพร่นิยมจกลายนก ช้าง ม้า ฯลฯ ส่วนชาวน่านนิยมจกลายสัตว์และเพิ่มลายเจดีย์กับลายยกดอกบ้าง สมัยก่อนนิยมทอสีแดง-ดำ ปัจจุบันนิยมทอสีเขียว ฟ้า หรือน้ำตาล

     ส่วนภาคใต้จะมีเอกลักษณ์ที่แปลกตากว่าใคร โดยเฉพาะแบบดั้งเดิมจะเป็นผ้าขาวม้าสีแดงทั้งผืน ไม่มีลาย ปัจจุบันแหล่งทอผ้าขาวม้าขึ้นชื่ออยู่ที่ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา เมื่อก่อนนิยมทอด้วยฝ้ายที่ปลูก-ปั่นเอง แต่เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ฝนตกชุกตลอดปีทำให้ฝ้ายขึ้นราง่ายจึงเปลี่ยนมาใช้ใยสังเคราะห์ แต่ยังคงเอกลักษณ์การปั่น-ทอมือด้วยกี่ ทำให้ได้ผ้าเนื้อแน่น หนานิ่ม ลายเรียบ และจะทอด้วยด้ายสองสี เช่น ขาวแดง, ขาว-แดงแซมดำ หรือขาว-แดงแซมเหลือง (เรียกว่าลายราชวัตร) แบบสองตะกอ จนถึง ๑๐ ตะกอก็มี โดยเหยียบตะกอแยกเส้นยืนขึ้นลงทำให้เกิดลายตารางขนาดเล็กๆ ซ้อนกัน

     เมื่อเส้นใยสารพัดสีร้อยเรียงลวดลายจนงามเต็มผืนกว้าง ๒ ศอก ยาว ๓-๔ ศอกแล้ว ก่อนนำไปใช้สอยก็เพียงเย็บริมอีกครั้ง คราวนี้จะใช้สมบุกสมบันอย่างไรชายผ้าสวยๆ จะไม่ลุ่ยง่ายๆ อีก

 

ชนบทจรดแคทวอล์ก

     อยู่ๆ ผืนผ้าเชยๆ ก็กลายเป็นสินค้าอินเทรนด์นานัป

     เมื่อคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของดีพื้นบ้าน และตัดสินใจพาผ้าขาวม้าเข้าเมือง

     โดยต่อยอดสีสัน ลวดลาย จับเอกลักษณ์ลายตารางมาผสมผสานกับรองเท้า ตุ๊กตา หมอนรองคอ หมวก กล่องทิชชู กระเป๋า ปกสมุดบันทึก เคสแท็บเล็ต-สมาร์ตโฟน พวงกุญแจ เสื้อผ้า ชุดที่นอน ฯลฯ เกิดเป็นคอลเล็กชันร่วมสมัยอวดสายตานานาชาติ ภายใต้ธุรกิจติดแบรนด์ดังอย่าง “Pakamian” ของจังหวัดราชบุรี  ศิลาภรณ์” ของจังหวัดมหาสารคาม หรือ “บุษบา” (BUSABA) ที่มีสาขาอยู่ในหลายจังหวัด เป็นต้น

     นับไม่ถ้วนครั้งที่ผ้าขาวม้าปรากฏบนแคทวอล์ก อวดกลิ่นอายตะวันออกให้ฝูงชนหลงเสน่ห์

     เมื่อปี ๒๕๕๓ บริษัทเซ็นทรัล คอนเทนท์ จำกัด ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “ลีลาศิลปาชีพ 904 ณ สยามพารากอน” ขึ้น มีการแสดงแฟชั่นชุด “ผ้าขาวม้า ออน แคทวอล์ก” จากเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ของร้านศิลปาชีพ 904 ที่ผ่านดีไซน์มาอย่างโฉบเฉี่ยว นับเป็นหนึ่งในครั้งสำคัญของการเปิดมุมมองใหม่ให้คนหลากวัยหลายระดับชั้นสังคมได้สัมผัสอีก “รสนิยม” ทางเลือก ก่อนที่ปี ๕๕ จะผุดเวทีประกวด Future Park Young Designer 2012 ประชันชุดลำลองสำหรับแม่-ลูกภายใต้คอนเซ็ปต์ แฟชั่นผ้าขาวม้าไทย สู่ดีไซน์แฟชั่นโลก” ครั้งนั้นมีผ้าขาวม้าคุณภาพมากถึง ๒๑๕ ผลงานจากทั่วประเทศเข้าร่วมชิงถ้วยพระราชทาน

     แล้วล่าสุดปี ๒๕๕๗ ก็เกิดปรากฏการณ์ชิกๆ ให้คนเมืองฮิตใช้ผ้าขาวม้าอีก

     เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงาน “สงกรานต์เมษาผ้าขาวม้ารวมไทย อีสาน โฮแซว” ใจกลางสยามสแควร์ ให้ชาวไทย-ต่างชาติได้สัมผัสอารมณ์ไทยโดยมีผ้าขาวม้าเป็นตัวเอก ทั้งยังมีประกวดแฟชั่นเชิงอนุรักษ์ในงาน “สงกรานต์เมษา ผ้าขาวม้าสไตล์ ครั้งที่ ๒” ภายใต้แนวคิด “อีสานนีสต้า” ระดับอุดมศึกษา ชิงทุนการศึกษารวมนับแสนบาท ที่ฮือฮาสุดๆ คือการเดินแฟชั่นโชว์ผ้าขาวม้าสไตล์โดยดาราดัง “ฮั่น-เดอะสตาร์” และ “พีค-ภัทรศยา” จากผ้าขาวม้าของห้องเสื้อหรูในสยามสแควร์

     แล้วไม่กี่เดือนถัดมา หมวกผ้าขาวม้า” ของกลุ่มเกษตรกรที่บุกเข้าเมืองหลวงเพื่อประท้วงรัฐบาลเกี่ยวกับการประกันราคาข้าว ก็ทำคนเมืองตื่นตะลึงในภูมิปัญญาแบบท้องทุ่งอีก เมื่อพวกเขานำผ้าทั้งผืนมาพับ-มัด-เหน็บอย่างง่าย กลายเป็นหมวกทรงสามเหลี่ยมอย่างเท่ กันแดดกลางวันแล้วยังคลี่ห่มกายได้ยามกลางคืน  เวลานั้นหมวกผ้าขาวม้าของกลุ่มชาวนากลายเป็นแฟชั่นแจ้งเกิดในเมืองกรุงที่ผู้ชุมนุมบนถนนราชดำเนินแห่ทำตาม-ซื้อใส่ เดินสวนกันบนถนนแคทวอล์กของจริงที่มีนางแบบ-นายแบบเป็นคนธรรมดาๆ 

     ขณะพิมพ์บทความนี้ บางจังหวะยังสลับไปเสิร์ชอินเทอร์เน็ตเข้าเว็บไซต์ช็อปปิ้ง มองหาสินค้าจากผ้าขาวม้าสีหวานประดับโต๊ะทำงานได้ เตรียมส่งให้เพื่อนสนิทเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษบ้าง

     ยุคนี้มันง่ายขนาดว่า แค่คลิกสั่งซื้อ-โอนเงินออนไลน์ ก็รอรับ “แฟชั่นอกาลิโก” ที่บ้านได้แล้ว

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

บาตรบ้านบาตร

บาตรบ้านบาตร
บาตรบ้านบาตร

“บาตร” กับ “บิณฑบาต”  เขียนต่างกันตรงที่คำหลังไม่มี ร เพราะ บิณฑบาต มาจาก บิณฑ (ข้าว) + บาต (ตก) แปลตรงตัวได้ว่า ข้าวตก  (คำไทยที่ใช้ “บาต” ประกอบอีกคำหนึ่ง คือ อุกกาบาต หมายถึงดาวตกหรือผีพุ่งไต้ โดยนัยก็คือไฟที่ตกจากฟ้า) แต่จะว่า “บิณฑบาต” ไม่เกี่ยวข้องกับ “บาตร” นั้นไม่ได้ เพราะภาชนะที่ภิกษุใช้รับอาหารตามพุทธบัญญัตินั้นเรียกว่า “บาตร”

 

บาตรฯ วอลโว่ บาตรบ่มหลักหมื่น

บาตรข้าว บาตรน้ำมนตร์

            พระพุทธองค์กำหนดให้สงฆ์มีเครื่องใช้ประจำตัวแปดอย่าง รวมเรียกว่า “อัฐบริขาร” มีบาตรเป็นส่วนหนึ่ง พระวินัยในพระไตรปิฎกแจกแจงละเอียดว่า ภิกษุมีบาตรได้เพียงหนึ่งใบ หากได้บาตรใหม่มาจะเก็บไว้ มากกว่าหนึ่งใบเกิน ๑๐ วันไม่ได้  ภิกษุจะเปลี่ยนบาตรใหม่ได้ก็เมื่อบาตรเดิมร้าวเกิน ๑๐ นิ้วฟุต (รอยเดียวหรือหลายรอยรวมกันก็ได้) หรือบาตรทะลุขนาดเม็ดข้าวสุกลอดออกได้

บาตรฯ วอลโว่ บาตรบ่มหลักหมื่น

            นอกจากนี้ยังระบุอีกว่าบาตรต้องทำจากดินเผาหรือเหล็กรมดำเท่านั้น  ขนาดของบาตรมีสามลักษณะ “อย่างใหญ่ จุข้าวสุกแห่งข้าวสารกึ่งอาฬหกะ อย่างกลาง จุข้าวสุกแห่งข้าวสารนาฬีหนึ่ง อย่างเล็ก จุข้าวสุกแห่งข้าวสารปัตถะหนึ่ง”  มาตราที่อ้างถึงนี้เป็นภาษาบาลี  ๒ ปัตถะ = ๑ นาฬี (ทะนาน) ๔ นาฬี = ๑ อาฬหกะ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่คุ้นหูชาวไทย  ทุกวันนี้จึงอนุโลมให้สงฆ์ไทยใช้บาตรสเตนเลส ขนาด ๗–๑๑ นิ้วฟุต

ส่วนบาตรน้ำมนตร์อย่างที่มีเรื่องเล่ากันมาว่าเจ้าคุณเสนาบดีในรัชกาลที่ ๕ ผู้หนึ่ง ตื่นเช้ามาต้องล้างหน้าจากน้ำในบาตรสามใบ นํ้านี้ “แช่ด้วยใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใบหมากผู้ ใบหมากเมีย ลูบหน้าไปเสกคาถาไป สีฟันไป สวดมนต์ไปจนหมดนํ้า”  นั้น  ภาชนะชนิดนี้อาจคล้ายโถมีฝาปิด พิจารณาแล้วน่าจะไม่ได้ทำด้วยดินเผาหรือเหล็กรมดำ และคงเป็นของใช้ที่ได้อิทธิพลลัทธิพราหมณ์เข้ามาผสม จึงขอพักไว้ไม่กล่าวถึงในที่นี้

 

บาตรฯ วอลโว่ บาตรบ่มหลักหมื่น

 

อำนาจบาตรใหญ่–คว่ำบาตร

            มีเรื่องซุบซิบข้างรั้วข้างวังแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔–๕ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เห็นพฤติกรรมของภิกษุทั่วไปแล้วไม่ค่อยศรัทธา จึงหาวิธีกลั่นแกล้งอยู่เสมอ เรื่องหนึ่งที่จดจำกันกว้างขวางก็คือ สั่งมหาดเล็กให้ “ต้มข้าวต้มถวายบิณฑบาต”  

  ปรกติภิกษุผู้ออกบิณฑบาตในยามเช้าส่วนใหญ่จะอุ้มบาตร มีบ้างที่สะพายบาตรโดยมีถลกบาตร  แต่ไม่ว่ากรณีไหน หากต้องรับบาตรด้วยข้าวต้มร้อนๆ ยิ่งเป็นบาตรเหล็กด้วยแล้ว คงสร้างความปวดแสบและความบาดหมางระหว่างภิกษุกับฆราวาสคู่กรณีเป็นอนันต์  กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าในกรมคงมีบารมีอยู่พอควร จึงแสดง “อำนาจบาตรใหญ่” ได้โดยไม่เป็นคดีความ  

บาตรฯ วอลโว่ บาตรบ่มหลักหมื่น

ในอีกทางหนึ่ง เรื่องแกล้งพระสงฆ์เช่นนี้ก็ไม่ตรงกับความผิดร้ายแรงแปดข้อที่มุ่งร้ายต่อพระรัตนตรัย อันพระวินัยปิฎกอนุญาตให้ภิกษุมีมติลงโทษอุบาสกอุบาสิกาด้วยการ “คว่ำบาตร” คือไม่รับอาหารหรือของถวายจากผู้นั้น เพื่อให้ผู้กระทำสำนึกผิด (ต่อมา “คว่ำบาตร” นิยมใช้เป็นศัพท์ในวงการค้าระหว่างประเทศ โดยแปลจาก boycott  หมายถึงการยุติความสัมพันธ์หรือไม่ติดต่อคบหาด้วยในทางใดทางหนึ่ง)  สล็อตเว็บตรง

 

ถลกบาตร ตลกบาตร หรือสลกบาตร

            บาตรที่ถูกต้องตามพุทธบัญญัตินั้นมีก้นมน ตั้งวางไม่ได้หากไม่มีเชิงบาตร (ฐานรอง) ปรกติบาตรจะมีฝาปิดเสมอ  เมื่อสงฆ์นำบาตรติดตัวก็จะมีถุงใส่เรียกว่า ถลกบาตร ถุงดังกล่าวแยกเป็นสองส่วน คือ สายโยก สำหรับคล้องบ่า และ ตะเครียว เป็นถุงถักด้วยเชือก ด้าย หรือไหมตาโปร่งๆ มีหูรูด  อุบาสิกามักนิยมถักถลกบาตรสลับสีถวายพระในงานบวช

เดิมราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้เขียน “ถลกบาตร”  แต่เมื่อเห็นว่าคนเรียก “ตลกบาตร” คล่องกว่ามาก ท่านจึงยอมให้ใช้ได้ทั้งสองคำ  (ตะเครียว และ ตะเคียว ก็เช่นกัน)

            ส่วนคำว่า “สลกบาตร” ที่ผู้เดินทางขึ้นเหนือด้วยรถยนต์มักสังเกตเห็นจากป้ายบอกชื่อสี่แยกแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรนั้น เล่ากันว่านานมาแล้วมีพระสงฆ์จากถิ่นอื่นมาลืมถลกบาตรไว้ เมื่อชาวชุมชนนำไปคืนและพระทราบว่าถิ่นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงตั้งให้ว่า “ถลกบาตร” แล้วเพี้ยนมาเป็น “สลกบาตร” จนปัจจุบัน  แต่ก็มีการสันนิษฐานในอีกทางหนึ่งด้วยว่าชื่อสถานที่นี้อาจเพี้ยนมาจากภาษาเขมรว่า สรุกบาตร ซึ่งแปลว่า “หมู่บ้านบาตร”  สล็อตเว็บตรง

 

บาตรแตก สนิมบาตร

            ตามวัดต่างๆ มักพบบาตรร้าวหรือแตกซุกอยู่ตามมุมอับ รกร้าง ในทางไสยศาสตร์มนตร์ดำ บาตรแตกนับว่ามีอาถรรพณ์ บ้านใดที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอหรือร้านค้าที่ค้าขายไม่ขึ้นโดยไม่มีเหตุอันควร มักสงสัยกันว่าอาจมีการนำบาตรแตกที่ผ่านการลงคาถาอาคมมาฝังไว้  หลายรายพบหลักฐานยืนยันความเชื่อ เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในเขตตลิ่งชันเคยเล่าให้ฟังพร้อมยืนยันว่าจริง ทุกวันนี้ก็มีคนมาหาบาตรแตกตามวัดต่างๆ เสมอ แต่ท่านเตือนว่าไม่ใช่ทางที่ถูกที่ควร เพราะอวิชชาด้านมืดนี้มีโอกาสสะท้อนกลับเข้าตัวสูงมาก  สล็อตเว็บตรง

            ในอีกทาง บาตรเหล็กเป็นสนิมง่าย ไม่กี่ปีมานี้เคยมีข่าวว่าพระสงฆ์ในศรีลังกาป่วยไข้ด้วยการบริโภคอาหารจากบาตรเหล็กกันทั่วประเทศ ต้องขอรับบริจาคบาตรสเตนเลสจากประเทศไทยเพราะคุณภาพดีกว่า มีผู้ศรัทธาบอกบุญต่อๆ กันจนส่งไปถวายได้หลายพันใบ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่รัฐฉานของเมียนมาเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

 

พิธีไหว้พ่อปู่ครูบาตร

            สายวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๘ บ้านบาตรมีสีสันแปลกต่างจากทุกวัน  ลูกหลานที่ออกไปอยู่ถิ่นอื่นกลับมาเยือนให้ญาติพี่น้องได้เห็นหน้า นักศึกษา สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ต่างมุ่งหน้ามาเก็บข้อมูล-บันทึกภาพ เนื่องในพิธีไหว้พ่อปู่ครูบาตรประจำปี

            มีรูปปั้น “พ่อปู่บ้านบาตร” อยู่ในศาลดั้งเดิมที่ชาวชุมชนเคารพนับถือ ใกล้กันมีเตาสูบเก่าแก่  แต่ศาลเดิมมีบริเวณไม่มากนัก จึงได้ตั้งศาลอีกแห่งขึ้นเป็นศาลกลางบ้าน วันนี้ศาลทั้งสองแห่งมีเครื่องเซ่นที่แต่ละบ้านนำมาถวายวางแน่นขนัด ไม่มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระ กำหนดการต่างๆ จึงยืดหยุ่นตามสมควร โดยในตอนสาย คณะละครชาตรีจะเริ่มไหว้ครูและรำถวายมือที่ศาลกลางบ้าน จากนั้นจะไปรำถวายตามแต่ละบ้านที่จัดเครื่องเซ่นไหว้เตาสูบหรือศาลพระภูมิ บางบ้านนำเครื่องมือที่ใช้ในการทำบาตรมาเซ่นไหว้ บ้างนำพวงมาลัยคล้องที่กะล่อน (แท่งเหล็กสำหรับรองบาตรขณะตี)  ฯลฯ นับเป็นการไหว้ครู ไหว้เครื่องมือประกอบอาชีพ ตามขนบช่างดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนาน   สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

การทำบาตรด้วยวิธีโบราณอันเป็นเคล็ดวิชาของชาวบ้านบาตรนั้น รู้จักกันว่าเป็น “บาตรเหล็กบ่ม” คือขึ้นรูปด้วยแผ่นเหล็กแปดชิ้น บ่มด้วยถ่านนับสิบชั่วโมง และต้องบ่มซ้ำอีกรอบ เมื่อเนื้อเหล็กสุกได้ที่ก็จะมีสีอมม่วงเป็นประกาย ไม่เกิดสนิม (บางคนอธิบายว่าการบ่มคือการลดความเงาดังที่พระวินัยห้ามภิกษุใช้ของงาม) เคาะแล้วมีเสียงดังกังวานคล้ายเสียงระฆัง  เว็ปตรงแตกหนัก

ครั้นเริ่มมีโรงงานผลิตบาตรสเตนเลสที่เรียกกันว่า “บาตรปั๊ม” เข้ามาแทนที่  การผลิตบาตรที่บ้านบาตรก็ค่อยๆ สูญหายลงจนแทบจะหมดสิ้น ก่อนจะพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้งในฐานะงานฝีมือเมื่อราว ๒๐ ปีก่อน และกลายเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตลอดจนเป็นงานทรงคุณค่าที่ผู้ศรัทธาว่าจ้างเพื่อนำถวายพระผู้ใหญ่ ราคาของบาตรทำมือจึงสูงกว่า “บาตรปั๊ม” หลายเท่า

  

         

บ้านบาตรวันนี้

                สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศเมื่อปี ๒๕๕๗ ว่า วัดในประเทศไทยมีใกล้ ๔ หมื่นวัด ส่วนพระภิกษุ-สามเณรมีร่วม ๓.๕ แสนรูป หากนับแค่ว่าพระสงฆ์หนึ่งรูปใช้บาตรหนึ่งใบ กำลังการผลิตบาตรของชาวชุมชนบ้านบาตรจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเพียงพอต่อการใช้งาน ชวนให้คิดย้อนไปว่า แต่เดิมมาแม้จำนวนวัดและพระสงฆ์จะน้อยกว่านี้ แต่สัดส่วนของการใช้บาตรก็น่ามากกว่ากำลังผลิต  บ้านบาตรอาจไม่ใช่ชุมชนเดียวที่ผลิตบาตร ทั้งชื่อบ้านบาตรก็ยังมีปรากฏอยู่ในถิ่นอื่น

            ร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า มักจำหน่ายบาตรสเ ตนเลสทั้งชุด คือ บาตร ฝาบาตร ถลกบาตร และเชิงบาตร   ส่วนที่ชุมชนบ้านบาตรนั้นแม้จะผลิตเฉพาะบาตร ก็ยังมีผู้สนใจมาเยือนไม่เว้นวัน นอกจากผู้สั่งทำบาตรแบบดั้งเดิมและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่นิยมบาตรขนาดเล็ก (ขอบ ๓ นิ้วฟุตขึ้นไป) ซึ่งเป็นลูกค้าหลักแล้ว นักเรียนนักศึกษา นักวิชาการ สื่อมวลชน หรือผู้มีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องก็มาเที่ยวชมหรือขอความรู้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรีเสมอกัน  เพราะหัวใจของชาวบ้านบาตรไม่ได้มุ่งผลิตสินค้าเพื่อขาย สิ่งต่างๆ จึงปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ชุมชนบ้านบาตรทุกวันนี้มีอยู่ราว ๑๕๐ หลังคาเรือน หากเดินเข้าไปในชุมชนบ้านบาตร จะพบเห็นการทำบาตรในขั้นตอนต่างๆ อยู่ทั่วชุมชน ตั้งแต่ตีขอบ ขึ้นรูป เชื่อม (แล่นบาตร) ขึ้นลาย  ตีเรียงเม็ด ฯลฯ ทุกขั้นตอนเกิดจากช่างที่ผ่านอายุงานมาหลายสิบปี ส่วนใหญ่จะรับจ้างทำเฉพาะด้าน โดยส่งให้ร้านจำหน่ายบาตรในชุมชนห้าราย  คือ ๑. นางมยุรี (ช่างไก่) เสือเสริมศรี ๒. นายหิรัญ เสือเสริมศรี  ๓. นางอารีย์ สายรัดทอง ๔. นางกฤษณา แสงไชย  และ ๕. นายสมศักดิ์ บัพชาติ

เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน ภิญโญ กมลาภรณ์ เคยบันทึกสภาพการทำงานของชาวบ้านบาตรไว้ในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เรื่อง การศึกษาลักษณะชุมชนบ้านบาตร อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัดกรุงเทพมหานคร  ว่า

“ในการทำบาตรนั้น ต้องอาศัยแรงงานซึ่งกันและกัน เนื่องจากขั้นตอนในการทำบาตรมีมาก หากจะทำคนเดียวเสียหมด โดยที่ไม่ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือก็เห็นจะสำเร็จลุล่วงไปได้ยาก หรือก็ช้าไม่ทันการ ฉะนั้น การทำบาตรจึงต้องมีผู้ทำหลายหน้าที่ เช่น คนตัดเหล็ก คนประกอบเป็นรูปบาตร คนเชื่อม คนตี คนเคาะ คนขัด คนทาน้ำมัน ฯลฯ คนทำบาตรแต่ละคนสามารถทำได้หลายหน้าที่ เช่น เคาะ ตี ตะไบ ขัด เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือแม้แต่เด็ก ก็สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้  สำหรับความชำนาญขึ้นอยู่กับการผ่านงานมามากน้อยแค่ไหน ถ้าหากครอบครัวไหนที่ทำบาตร แต่มีแรงงานไม่พอก็สามารถจ้างคนงานทำบาตรมาทำงานแต่ละหน้าที่ได้”

หากทุกวันนี้ การทำบาตรที่บ้านบาตรส่วนใหญ่ลดรูปลงเป็นการทำของที่ระลึกหรือการสาธิต ขั้นตอนต่างๆ จึงอาจปรับเปลี่ยนหรือประยุกต์ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่งานที่ทำขึ้นได้ตามลำพัง ทุกขั้นตอนเป็นผลงานที่ต้องอาศัยหลายคนมีส่วนร่วมประกอบขึ้นด้วยความอุตสาหะและพิถีพิถัน  ที่น่าห่วงอยู่บ้างก็คือ ช่างฝีมือเกือบทั้งหมดอายุเลยวัย ๕๐ ปีแล้ว  บางขั้นตอนยังหาผู้สืบทอดไม่ง่ายนัก  อนึ่ง ควรบันทึกไว้ด้วยว่า เพียงภายในปี ๒๕๕๗ ช่างทำบาตรรุ่นใหญ่ได้จากไปในเวลาไล่เลี่ยกันถึงสามคน คือ นายชนะชัย อาจสีแดง นายสนับ แดงน้อย และนายอำพร ทะนานทอง

หลายคนที่ได้มาเยือนบ้านบาตรมักกล่าวตรงกันว่าเมื่อได้มาเห็นขั้นตอนการผลิตงานหัตถกรรมนี้ด้วยตัวเองแล้ว ประทับใจและภาคภูมิใจที่บ้านเมืองเรายังคงสืบทอดศิลปะนี้ไว้ในแผ่นดิน นับเป็นชุมชนตัวอย่างที่เปิดรับผู้มาเยือนอยู่ทุกวัน

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

กะลา มหัศจรรย์เสกสรรค์เป็นซออู้

พื้นฐานการแกะกะลาซออู้
พื้นฐานการแกะกะลาซออู้

ซออู้ เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องสี จัดอยู่ในตระกูล two-stringed vertical fiddle ซึ่งมีคันชัก(bow) แทรกอยู่ระหว่างสาย และมีกะลามะพร้าวรูปทรงพิเศษปิดหน้าด้วยหนังแผ่นบาง เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดเสียงสั่นสะเทือน ซออู้ มีโครงสร้างและลักษณะการผลิตพ้องกับตรัวอู (Tro Ou) ของกัมพูชา ด่านเก๋า (dan gao) ของเวียดนาม และเย่หู (Yehu) ของจีนตอนใต้และไต้หวัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีกล่องเสียงที่ทำมาจากกะลามะพร้าวทั้งสิ้น สำหรับชื่อเรียกซออู้ เป็นคำเรียกถิ่นของคนไทลาว บ่งบอกถึงสุ้มเสียงทุ้มนุ่มนวลที่เกิดจากการบรรเลง        

พื้นฐานการแกะกะลาซออู้

 

          ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าซออู้เริ่มเกิดมีในสยามตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่มีอยู่ในวรรณคดีโบราณ ซออู้เป็นซอที่นิยมใช้ในสังคมชาวบ้านมากกว่าราชสำนักซึ่งให้ความสำคัญกับซอสามสายอันมีกะลามะพร้าวรูปทรงพิเศษเป็นส่วนประกอบเช่นกัน

          ในช่วงเวลาสองร้อยกว่าปีของยุครัตนโกสินทร์นี้ ซออู้ มีบทบาทอยู่ในวงเครื่องสายเครื่องสายผสมปี่พาทย์ไม้นวมปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์การแสดงประกอบการเชิดหุ่นกระบอกในบทบรรยายความการร้องเพลงพื้นบ้าน เพลงแอ่วเคล้าซอซึ่งมักจะใช้ซออู้สีด้นเคล้ากับการขับร้อง รวมไปถึงการใช้ซออู้บรรเลงประกอบการร้องแหล่ในการทำขวัญหรือเพลงลูกทุ่งไทย   สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

พื้นฐานการแกะกะลาซออู้

แหล่งมะพร้าวซอ ที่สมุทรสงคราม

          สมุทรสงครามเป็นจังหวัดเล็กที่สุดของเมืองไทย แต่มีของดีที่น่าภูมิใจ นั่นคือเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ของมะพร้าวมายาวนานหลายร้อยปี สวนมะพร้าวในสมุทรสงครามกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบางคณฑี และอำเภออัมพวา   เว็ปตรงแตกหนัก

          ในจำนวนมะพร้าวหลากสายพันธุ์ ที่นี่มีมะพร้าวพันธุ์พิเศษ เรียกว่า “มะพร้าวซอ” คือเมื่อปอกเปลือกแล้ว จะพบกะลามะพร้าวที่มีพูที่กลมมน นูนคล้ายนมสตรี หรือรูปหน้าของช้างที่ลอยโดดเด่น เรียกว่า “มวยพราหมณ์” บ้าง “หัวช้าง” บ้าง

          กะลามะพร้าวเป็นเปลือกส่วนแข็งที่ห่อหุ้มเนื้อมะพร้าวและน้ำมะพร้าวเอาไว้ ได้ถูกช่างนำมาดัดแปลงเป็นกล่องเสียง (sound box หรือ resonating chamber) ของซออู้ ทำหน้าที่เป็นกระพุ้งเสียง (Concave) มีคุณสมบัติให้คลื่นเสียงสะท้อนกลับขึ้นด้านหน้าซอและกระจายเสียงออกตามรูร่องที่เจาะเอาไว้ ให้เสียงกำธร (resonance) ที่กังวานไพเราะ มีคลื่นเสียงที่ก้องสะท้อน (Reverberation) มีเสียงทุ้มดื่มด่ำสะเทือนใจอันเป็นเอกลักษณ์ของซออู้    สล็อตเว็บตรง

          อันที่จริง ซอสามารถใช้กะลามะพร้าวแบบใดก็ได้มาเป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่ในความนิยมของนักดนตรีไทย มักจะใช้กะลามะพร้าวรูปทรงพิเศษนี้ มาเป็นหลักในการสร้างกล่องเสียงของซอ และเมื่อทำการฉลุลวดลายเพิ่มเติมให้งดงาม นำมาประกอบเข้ากับชิ้นส่วนอื่นๆ จนเป็นซอแล้ว ยิ่งทำให้สุนทรียภาพของการบรรเลง การเสพความงดงามมีมากขึ้น

          ด้วยคตินิยมที่แพร่หลายในหมู่นักดนตรีไทยเช่นนี้ ในที่สุดก็ทำให้เกิดการอนุรักษ์พันธ์มะพร้าวพิเศษนี้ไว้ และนำมาสร้างเป็นเครื่องดนตรีทั้งซออู้และซอสามสาย มีวิธีการปลูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม หาทางกำจัดด้วงหรือหนูกระรอกที่นิยมมาเจาะยอดมะพร้าวใบอ่อนและลูกมะพร้าวเมื่อยังเล็ก เมื่อมะพร้าวโตให้ผล ก็มีการคัดเลือกกันอย่างประณีต นำมาคว้านเนื้อ ตากแห้ง รักษาอย่างดี เป็นกะลามะพร้าวที่มีราคาสูง แม้ว่าจะยังไม่ได้ผ่านการแกะลาย และจะมีราคาสูงขึ้นไปอีกเมื่อผ่านฝีมือของช่างแกะลายที่มีชื่อเสียงและนำไปประกอบชิ้นส่วนเข้ากับวัสดุที่เป็นคันซอ

          ทุกวันนี้มีผู้นิยมสะสมซออู้ที่เกิดจากกะลาสวนมะพร้าวซอในสมุทรสงครามและผ่านงานฝีมือช่างชั้นเยี่ยมกันมากมายหลายร้อยหลายพันราย

 

ลวดลายบนกะลาซอ        

          การแกะลายกะลาซออู้ เพื่อเป็นช่องทางระบายเสียงของซอและเพื่อประดับตกแต่งความงาม เป็นงานหัตถกรรมที่ต้องอาศัยความรู้ร่วมกันระหว่างการออกแบบลวดลาย การใช้เครื่องมือแกะสลักเซาะร่องลงบนผิวของกะลา รวมทั้งความรู้ในเชิงอุโฆษวิทยาว่าด้วยคุณภาพเสียง การเรียกขานภูมิปัญญานี้ จะใช้คำ “งานช่างแกะกะลาซอ” หรือ “งานช่างแกะกะโหลกซอ” ก็ได้   สล็อตเว็บตรง

          ลวดลายที่ใช้แกะกะลาซอ เป็นส่วนเสริมให้เครื่องดนตรีมีความงดงาม นอกเหนือไปจากกระแสเสียงที่ไม่มีผลอันใดเลยจากฝีมือการแกะสลักฉลุลวดลาย เพราะในความเป็นจริง หากเจาะร่องรูเสียงที่สามารถระบายอากาศได้ถูกต้องกับกายภาพ มีองค์ความรู้ในกรรมวิธีการขึ้นหน้าหนังซอ (หนังลูกวัวหรือหนังแพะฟอกบางและองค์ความรู้ในการบังคับควบคุมความยืดหยุ่นของหนังที่รับส่งขยายแรงสั่นสะเทือนระหว่างคันชักกับสายซอได้แล้ว ลวดลายวิจิตรก็แทบจะเป็นส่วนเกิน หากแต่ว่า ช่างทำซออู้ มีภูมิปัญญาที่จะผนวกเอาศาสตร์ของเสียงกับความงามของศิลปะการแกะสลักฉลุลวดลายอันวิจิตรงดงามเข้าด้วยกัน ซออู้ จึงกลายเป็นเครื่องดนตรีที่ให้ทั้งความสวยงามและความไพเราะของเสียงซอแตกต่างไปจากศิลปะการประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทยทั่วไป

          ลวดลายของกะลาซอที่นิยมกันในอดีต เป็นลายง่ายๆ ได้แก่ ลายกนกพื้นฐาน ลายประจำยาม ลายเถาวัลย์ ลายใบเทศ ลายดอก พุดตาน ลายดอกจอก ต่อมาได้พัฒนาขึ้นอย่างซับซ้อน อวดชั้นเชิงของการออกแบบ การแกะสลักและความสามารถในการใช้เครื่องมือต่างๆ ของช่าง   สล็อตเว็บตรง

          ปัจจุบันนี้ ลายที่นิยมกันคือ ลายสัตว์หิมพานต์ประเภทครุฑ พญานาค ราชสีห์ คชสาร หงส์ กินรี ลายหนุมาน ลายยักษ์ ลายพระรามโก่งศร ลายพระนารายณ์ทรงครุฑ ลายพระพิฆเนศวร ลายนางเงือก ลายนางฟ้า ลายเทวดา ลายเทพพนม ลายราหูอมจันทร์ ลายป่าหิมพานต์ ลายดอกไม้วิจิตร และลายอักษรย่อต่างๆ ที่เป็นชื่อนามสกุลหรือสัญลักษณ์อื่นๆ ที่ต้องการสื่อสารออกไป  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

วิชาช่างแกะกะลาซอ

          งานช่างแกะกะลาซอ เป็นงานศิลปหัตถกรรม เดิมสืบทอดกันในกลุ่มนักดนตรีไทยที่เล่นเครื่องสายที่มีวิสัยเชิงงานช่างทำเครื่องดนตรีและอยู่ในพื้นที่ที่มีมะพร้าวพันธุ์พิเศษ (มะพร้าวซอหรือพื้นที่อื่นๆ ในเครือข่าย ใช้เครื่องมือง่ายๆ ในการกลึงคันซอการขึ้นหน้าหนังซอการแกะสลักฉลุลวดลายกะลาซอและการทำคันชักสายซอ รูปร่างของงานหัตถกรรมชาวบ้านมีความเรียบง่าย ต่อมาได้ขยายเป็นงานเชิงพานิชย์ งานผลิตเครื่องดนตรีที่ใช้เครื่องมือที่ผสมผสานเทคโนโลยีกลไกต่างๆ เข้าไป รวมทั้งการพัฒนา

เครื่องมือในการแกะสลักฉลุลวดลายให้มีความคมและละเอียดมาก บางกรณีก็ใช้การแก้ไขจุดบกพร่องทางกายภาพของตัวกะลาธรรมชาติเป็นกะลาดัดแปลงโดยการพอกความหนา เพิ่มเติมปริมาตรความนูน มีการดัดกะลาด้วยน้ำยาเคมี และการย้อมสีให้มีความสวยงามเป็นที่ต้องตาต้องใจผู้ชมผู้เล่น อย่างไรก็ตาม งานแกะสลักฉลุลวดลายของกะลามะพร้าว ยังคงเป็นงานที่ใช้พลังงานมนุษย์และประสบการณ์ฝีมือของช่างเป็นเรื่องสำคัญ

ซึ่งมีขั้นตอนในการออกแบบลวดลายและการแกะสลักฉลุลวดลายที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มช่างในพื้นที่ต่างๆ

กลวิธีการผลิตงานช่างแกะกะลาซอ

          หากไม่นับเรื่องการขึ้นหน้าหนังซอ การกลึงคันทวน ลูกบิด การทำคันชัก ซึ่งต่างก็มีความสัมพันธ์กับกะลาซอทั้งสิ้น ก็จะเห็นขั้นตอนหลักของการแกะกะลาซอ สามารถแบ่งได้เป็น

          การคัดเลือกกะลามะพร้าวที่ได้ขนาดสัดส่วนความงามที่เหมาะสม รอบอกของมะพร้าวซอที่นิยมกัน จะมีเส้นรอบวงวัดได้ ตั้งแต่ ๔๔ นิ้วขึ้นไปจนถึงประมาณ ๕๔ นิ้ว ยิ่งรอบอกใหญ่ ยิ่งมีผลต่อการสร้างเสียงสะท้อนของซอ มีขนาดความหนาของกะลาประมาณ ๓๐๔๐ มิลลิเมตร ซึ่งความหนาบางของกะลาจะมีผลต่อการแกะคว้านให้สวยงามได้เพียงไร กะลาที่หนาจะแกะลายได้ลึกและค่อนข้างทนต่อการกระทบกระแทก มะพร้าวที่ใช้เป็นลูกมะพร้าวมีอายุที่เติบโตอยู่กับต้นมะพร้าวในราว  เดือนถึง  ปี นำมาปอกเปลือก ผ่า ขูด เปลือกนอกออกแต่ยังเหลือเส้นใยเอาไว้บ้าง ใช้ช้อนคว้านขูดเนื้อมะพร้าวภายในออกจนเกลี้ยงเกลา ตากกะลาจนแห้ง ทาด้วยน้ำยาวานิชเคลือบผิว ช่างบางคนจะเก็บกะลาเอาไว้ข้ามปี โดยมีเทคนิคการเก็บไว้ในที่มืด แห้ง ให้กะลาปรับตัวประมาณ  เดือน แล้วจึงนำออกมาแขวนไว้ในพื้นที่อากาศถ่ายเทแต่ไม่โดนแดดอีกประมาณ  เดือน เมื่อได้เวลาก็จะนำมาขัดเส้นใยออก เตรียมที่จะร่างลงเส้นลวดลายต่อไป

          ใช้ดินสอเขียนลายต้นแบบลงบนกระดาษขาวบาง ผูกลายให้อยู่ในพื้นที่วงกลม ใช้วงเวียนเหล็กในการคำนวนพูนูนของมะพร้าวและวงขอบลาย ปริมาตรการผูกลายขึ้นอยู่กับการคำนวณขนาดของพูมะพร้าวด้านที่จะนำมาแกะ โดยต้องให้ความสำคัญกับร่องเสียงที่จะระบายคลื่นความสั่นสะเทือนออกมา โดยไม่ถี่

เกินไปจนไม่สามารถแกะลายได้ และไม่โล่งเกินไปจนเสียงไม่สามารถสะท้อนการกำธรกระทบมุมที่เป็นจุดตัดของคลื่นมุมต่างๆ ภายในกะลาได้ เมื่อเขียนลงบนกระดาษเรียบร้อยก็นำวงกลมนั้นมาปะกาวติดลงบนพูที่จะทำการแกะสลักฉลุลาย ในบางกรณี ช่างอาจจะไม่ใช้กระดาษลายต้นแบบ แต่จะร่างเส้นดินสอลงไปสดๆ บนช่วงกลมนูนของมะพร้าวเลยตามความชำนาญ

          ขั้นตอนของการแกะสลัก จะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของช่าง บางคนจะฉลุร่องเสียงก่อนเป็นจำนวนน้อย เพื่อทดลองว่าเสียงจะดีไหม จึงค่อยเติมปริมาณร่องเสียงต่อไป ช่างบางคนจะลงมือแกะลายขอบวงกลมก่อน แล้วจึงแกะภายใน ช่างบางคนจะแกะภายในก่อน ให้ภาพงานที่เด่นที่สุดปรากฏเป็นหลักแล้วค่อยจัดการกับพื้นที่ส่วนอื่นๆ นอกจากนี้ การแกะร่องเสียง ช่างบางคนจะแกะให้องศาลายเฉียงขึ้นด้านบนเล็กน้อย ไม่ตรงขนานกับหนังที่ขึ้นหน้า แต่บางคนก็นิยมแกะลายให้ตรงตรงหน้าหนังที่ขึ้นไว้ ซึ่งมีผลต่อเสียงที่เกิดจากการกำธรเสียงทั้งสองแบบ

          งานเสริมนอกจากนี้คือการลงสี ย้อมสีกะลา ปรับเปลี่ยนจากกะลาด่าง (ศัพท์ช่างเรียกว่ากะลาไข่นกกะทาเป็นกะลาสีเดียวเพื่อทำให้ลายคมขึ้น แก้ไขปกปิดรอยตำหนิหรือทาสีทับร่องรอยเชื้อราในกะลา การพอกกาวให้กะลามีความเรียบเนียนและต่อกรอบไม้ขุดเสริมส่วนหน้าให้ขอบกะลายาวขึ้นเพื่อใช้ขึ้นหน้าหนัง

          ขั้นตอนเสริมความงามที่สำคัญอีกส่วนคือการทาน้ำมันชักเงาเคลือบลายให้เงางามทั่วกะลาซอ หรือในบางกรณีช่างก็ขัดผิวกะลาด้วยผงอิฐป่นและใบตองแห้งจนเรียบสวยเป็นมันโดยไม่ต้องทาน้ำมันเคลือบ บางกรณีช่างรุ่นใหม่จะใช้สเปรย์พ่นเกลี่ยให้ผิวกะลาเรียบเนียนสวยและพ่นตามร่องที่แกะลายซึ่งสเปรย์จะไม่จับตัวเหมือนน้ำมันชักเงา

          จากนั้น จึงนำกะลาที่แกะสลักฉลุลวดลายเสร็จ ไปขึ้นหน้าหนังซอ ซึ่งเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่สำคัญมากในการกำหนดคุณลักษณะของเสียงซอร่วมกับพื้นที่ส่วนลวดลายนั้น

 

ช่างแกะกะลาซอ

          บุคคลสำคัญที่เปรียบได้ดั่งเทพผู้รังสรรค์ความงาม ช่างแกะสลักฉลุลวดลายกะลาซอ เป็นอาชีพที่มีความโดดเด่นในกลุ่มช่างดีดสีตีเป่า เพราะต้องใช้ทักษะความชำนาญอย่างยิ่ง ในการปรับเปลี่ยนให้กะลามะพร้าวธรรมดากลายมาเป็นงานนฤมิตรกรรมงามวิจิตร แม้ไม่ได้เปล่งเสียงซอออกมา ก็ยังเป็นที่ประทับใจผู้พบเห็น งานแกะกะลาเป็นงานที่อาจจะเรียกว่าทั้งปิดทองหลังพระและงานศิลปะอวดสังคมได้ในขณะเดียวกัน ที่เรียกว่าปิดทองหลังพระนั้นเนื่องด้วยเมื่อซออู้ใช้สีเข้าวงนั้น ลวดลายของกะลาจะหันหนีสายตาผู้ชมไปด้านหลังเวที สิ่งที่ประจักษ์คือน้ำเสียงซอและฝีมือของนักดนตรีที่บรรเลงเป็นหลัก ยิ่งการประสมวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลายเครื่องเข้ามาร่วมกันในกติกาของเครื่องสาย มโหรี วงเครื่องสายปี่ชวา วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ตำแหน่งพิกัดของคนสีซออู้ก็ยิ่งถูกจำกัดมากขึ้น การที่จะเห็นลายซอนั้น ก็ต่อเมื่อไม่ได้บรรเลงแล้ว เอาซออู้มาพิจารณากันใกล้ๆ จึงจะเห็นว่ากะลาซอแต่ละใบนั้นงดงามเพียงไร เมื่อนั้นชื่อเสียงเรียงนามของช่างก็จะถูกยกขึ้นมากล่าวในเชิงสรรเสริญกัน

          ช่างที่มีชื่อเสียงอยู่ในสังคมดนตรีไทยปัจจุบัน ได้แก่ ช่างหลอช่างจรูญ ชมชื่นช่างชัยช่างฟ้าลั่นช่างป้อนช่างสำรวย เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเอ่ยชื่อเล่นของช่าง โดยไม่ใช้ชื่อนามสกุลจริง หรือสมญาของช่าง เป็นชื่อที่รู้จักกันในวงการนักดนตรีที่สะสมกะลาซอ ในจำนวนช่างปัจจุบัน ช่างจรูญ ชมชื่น ได้ชื่อว่าเป็นช่างที่มีทักษะในการแกะกะลาซอที่ยอดเยี่ยมมากและมีพลังความคิดสร้างสรรค์สูงมาก ผลงานเป็นที่สนใจในท้องตลาดและนักสะสมมากที่สุดคนหนึ่ง

          พื้นที่ที่เป็นการผลิตงานแกะซอของช่างจะสัมพันธ์กับบ้านช่างทำเครื่องดนตรีซึ่งมิใช่แต่ซออู้เท่านั้น ยังมีซอด้วง ซอสามสาย และเครื่องดนตรีอื่นๆ รวมอยู่ด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในระดับอุตสาหกรรมครัวเรือน มีอยู่หลายแหล่งด้วยกัน ผู้ที่ต้องการครอบครองกะลาซอประเภทงานวิจิตรและกำหนดรูปแบบลวดลายได้ (อาจเทียบได้กับคำว่า “ตามสั่ง” Custom made) จะไปเสาะหาตามบ้านช่างโดยตรง ต่อรองราคากันโดยตรง

          พื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ช่างสมพร (หลอเกตุแก้ว บ้านพญาซอ ช่างสว่าง จันทกูล ช่างชัญญะ สัตยดิษฐ์ช่างประสิทธิ์ช่างประเสริฐ ทัศนากร

          พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ช่างป้อน บางพลี

          พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านช่างซอมาโนช บางปะกง มีงานของช่างจรูญ ช่างฟ้าลั่น

          พื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ช่างจักรี มงคล ช่างวาคภัฏ ศรีวรพจน์

          พื้นที่จังหวัดเลย ช่างเล็ก บ้านครูเล็กแกะลายกะลา เชียงคาน

          ส่วนในระดับอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานผลิตเครื่องดนตรีไทย โรงงานเหล่านี้จะรับเอางานแกะกะลาซอของช่างไปประกอบเข้ากับคันทวนซอ คันชักซอ และอื่นๆ ได้แก่ โรงงานภมรรุ่งโรจน์ หนองแขม กรุงเทพมหานคร โรงงานสมชัยดนตรีไทย สาขากาญจนบุรีและสาขาวัดยางสุทธาราม สามแยกไฟฉาย กรุงเทพมหานคร โรงงานดุริยางค์ไทย บางพลี สมุทรปราการ โรงงานบ้านซอบางปะกง ฉะเชิงเทรา บ้านช่างมาโนช ผุดผ่อง มีงานของช่างจรูญ ช่างฟ้าลั่น และโรงงานสายเอกชลบุรี โรงงานคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ผลิตผลงานสวยเนี๊ยบเฉียบขาด ที่ปรากฏเป็นภาพอยู่ในสารคดีนี้เป็นต้น

ภาพสะท้อนสังคมไทยในคุณค่าของกะลาซอ

          งานช่างทำซออู้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเข้มแข็งของสังคมดนตรีไทยที่ยังคงให้ความสำคัญกับงานประณีตศิลป์ งานหัตถศิลป์ และดุริยางคศิลป์ ได้เห็นพัฒนาการของการสร้างสรรค์ที่ช่างไทยได้หาวิธีการที่จะทำให้ซออู้ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญชิ้นหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าคิดคือในส่วนบริบทสังคมไทยนอกเหนือจากดนตรีไทยออกไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่น่าห่วงใย จากความไม่รู้คุณค่าของตัวผลงาน การไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการยกย่องวิชาช่างของคนไทย และปัญหาในเชิงบทบาทของดนตรีไทยเองที่ไม่สัมพันธ์กับสังคมสมัยใหม่ต่อไป

          คุณค่าในงานช่างฝีมือแกะสลักฉลุลวดลายกะลาหรือกะโหลกซออู้ นอกจากจะมีคุณค่าในเชิงศิลปะโดยตรงแล้ว ยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาของคนไทยที่มีต่อมะพร้าวซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี คนไทยมีความผูกพันกับมะพร้าวในวิถีชีวิตประจำวันหลายอย่างด้วยกัน นับตั้งแต่การนำมาบริโภค ปรุงอาหารคาวหวาน การนำส่วนต่างๆ ของมะพร้าวมาใช้ในกิจกรรมสังคม งานพิธีต่างๆ เช่น พิธีลงเสาเอก พิธีแห่ขันหมาก พิธีบวงสรวง งานบุญต่างๆ กระทั่งงานศพ และดัดแปลงเป็นงานศิลปะประดิษฐ์ได้หลากหลาย ถ้าจะพูดถึงประโยชน์ของมะพร้าวโดยละเอียดเราจะพบว่าทุกส่วนของต้นมะพร้าวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ดังนั้นมิติของการคิดดัดแปลงกะลามะพร้าวเป็นเครื่องดนตรี ทั้งซออู้ ซอสามสาย กระทั่งสะล้อและเปี๊ยะที่เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ยืนยันความผูกพันและองค์ความรู้ของคนไทยกับมะพร้าวได้อย่างดียิ่ง 

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/

งานช่างสนะ หนึ่งในงานประณีตศิลป์ ช่างสิบหมู่ คู่แผ่นดินไทย

งานช่างสนะงานสวยงาม

งานช่างสนะงานสวยงาม

งานช่างสนะงานสวยงาม

ช่างสนะ คือ ช่างผู้มีความชำนาญในงานฝีมือด้านผ้า กระดาษ และหนัง สร้างงานด้วยการเย็บ ปัก ถัก ร้อย และปะชุน สร้างสรรค์ให้เกิดเป็นชิ้นงาน ประณีตด้วยกระบวนการตัดแบบ เย็บแบบ ปักแบบ และนำมาเย็บประกอบด้วยด้ายให้เป็นรูปร่าง เข้าแบบ เข้าทรงเข้าชุด เป็นตาลปัตร พัดรอง ชุดโขน ชุดละคร เป็นต้น งานช่างสนะ จึงมิใช่เป็นเพียงงานสร้างชิ้นงานใหม่ขึ้นเท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมถึงงานซ่อม หรือการปรับปรุงแก้ไขชิ้นงานเก่าด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานผ้า งานหนัง หรืองานกระดาษ ที่มีกระบวนการเย็บ ปัก ถัก ร้อย และปะชุน ดังกล่าว 

            ช่างสนะปรากฏหลักฐานเอกสารมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวง กล่าวถึงช่างสนะไทย ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ปรากฏทำเนียบนามช่าง ในกรมพระภูษา มีขุนจิตรภรณ์ เจ้ากรม นา ๘๐๐ หมื่นไชยาภรณ์ นา ๒๐๐ ช่างสนะไทย  คน คือ หมื่นจิตรพัตรา นา ๒๐๐ หมื่น ภูษาสาร นา ๒๐๐ หมื่นโกษาพิจิตร นา ๒๐๐ หมื่นพิพิทสาฏก นา ๒๐๐ หมื่นกาสิกพัตร นา ๒๐๐ หมื่นรัตกำพล นา ๒๐๐ และช่างสนะจีน  คน หมื่นชำนาญโกไสย นา ๘๐๐ หมื่นพิมลภูษิต นา ๖๐๐ และหมื่นชะระภูษิต นา ๖๐๐ เป็นต้น สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

            ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่  โปรดเกล้าฯ ให้ชำระกฏหมายตราสามดวงมีการจัดแบ่งพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนและไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองขึ้นใหม่ โดยจัดระเบียบหมวดหมู่ช่าง แบ่งออกเป็นกรมต่างๆ เรียกว่า “กรมช่างสิบหมู่” ปรากฏช่างสนะ (ไทยและช่างสนะ (จีน)

งานช่างสนะงานสวยงาม

            ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  (.๒๔๑๑๒๔๕๓ทรงจัดการงานช่างเป็นกรมต่างๆ ซึ่งมี ช่างสนะไทย เป็นกรมหนึ่งด้วย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  ทรงจัดระเบียบราชการใหม่ บรรดาช่างหมู่ต่างๆ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรม ในฝ่ายข้าราชการพลเรือนโดยตรง ไม่เกี่ยวกับทหารอย่างที่เป็นมาแต่โบราณ

งานช่างสนะงานสวยงาม

            ในจดหมายเหตุพระราชพิธีลงสรง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ในรัชกาลที่  กล่าวถึงขุนนางกรมต่างๆ ที่ได้เข้ามาร่วมกระบวนถืออาวุธกลับปลายลงล่างตามประเพณี ใน .๒๔๒๙ มีชื่อกรมช่างสนะ ไทยจีน รวมอยู่ด้วย และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  (.๒๔๕๓๒๔๖๘กรมช่างมหาดเล็กได้ถูกยุบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่  (.๒๔๕๗๒๔๖๑งานช่างสิบหมู่ได้ไปรวมอยู่กับกรมมหรสพ ต่อมาเมื่อตั้งกรมศิลปากรจึงได้ไปรวมอยู่กับกรมศิลปากรในภายหลัง

 

            ช่างสนะ เป็นช่างประเภทหนึ่งในกลุ่มช่างสิบหมู่ ซึ่งเป็นช่างเครื่องผ้าต่างๆ สนองพระราชประสงค์ เช่น เย็บผ้า ปักผ้า ปะชุนผ้า นอกจากนี้ ยังทำเครื่องหนัง เช่น อานม้า ปลอกมีด เข็มขัด หรือสายรัด ตัดเครื่องแบบชุดทหาร ช่างสนะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มช่างคนไทย เรียกว่า “ช่างสนะไทย” กลุ่มช่างคนจีนเรียกว่า “ช่างสนะจีน

            ช่างสนะมีทั้งฝ่ายสร้างและฝ่ายซ่อม เพราะสิ่งของต่างๆ อาจมีการปรับปรุงแก้ไขรูปแบบเมื่อเก่าลงก็มีการซ่อมแซม ตัดแต่งชุด กระเป๋า รองเท้า ที่ทำงานเกี่ยวกับ เครื่องผ้า เครื่องหนัง และกระดาษ ผู้ทำงานต้องมีความเข้าใจถึงกระบวนการทำงาน รู้จักวัสดุที่ใช้สร้างงาน สามารถเลือกวัสดุที่จะใช้ให้เหมาะสมกับการสร้างงานไม่ว่าจะเป็นสีของไหม รูปแบบของเลื่อม ลักษณะของดิ้นแบบต่างๆ ช่างต้องมีทักษะ เข้าใจเทคนิค สามารถแก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน ซึ่งวิธีการปักแต่ละแบบ ของวัสดุแต่ละชนิดมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันในการทำให้เกิดเป็นลวดลาย ในการปักดิ้นไหม เลื่อม แล่ง ต่างๆ นำมาเข้ารูป เข้าทรง เป็นผ้าม่าน ผ้าหน้าโขนเรือพระราชพิธี เครื่องสูง ตาลปัตร พัดรอง รวมถึงเครื่องแต่งกาย โขนละคร และหุ่นไทยที่มีความประณีตสวยงาม   เว็ปตรงแตกหนัก

            เนื่องจากผลงานชั่งสนะไม่มีแพร่หลายทั่วไป อีกทั้งการสืบทอดฝีมือก็ทำได้ยากเย็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ในวันนี้ช่างที่ปฏิบัติงานด้านช่างสนะเริ่มมีจำนวนน้อยลงและเลือนหายไป ทำให้การสืบทอดวิชาช่างอันสำคุญนี้อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งแล้วในปัจจุบัน  สล็อตเว็บตรง

                       

วิธีการผลิตงานช่างสนะโดยสังเขป

            การตัดเย็บแบบ เข้ารูปทรงเป็นชุด นำไปปักลวดลาย แล้วนำมาประกอบเข้าเป็นชุดทหาร มหาดเล็ก หมวก ต่างๆ เป็นต้น

            กระบวนการสร้างลวดลายด้วยงาน ปักให้เกิดลวดลายด้วยวัสดุประเภทต่างๆ เช่น แล่ง เลื่อม ไหม ดิ้นมัน ดิ้นโป่ง เป็นต้น มีการปักหลายประเภท ดังเช่น

            การปัก คือ การนำไหม ดิ้น ลูกปัด เลื่อมชนิดต่างๆ ปักลงบนผ้าให้เกิดลวดลาย 

            การปักทึบ คือการนำวัสดุ เช่น ไหมปักลงบนผ้าให้เกิดลวดลายตามต้องการมักปักลวดลายที่ไม่กว้างมากนัก ถ้าต้องการให้ลายนูนสวยต้องปักหนุนก่อน   สล็อตเว็บตรง

            การปักซอย คือ การปักคล้ายกับการปักทึบ คือต้องปักให้แน่นเต็มลาย แตกต่างกันตรงที่การปักซอยมักจะเป็นลายใหญ่  ถ้าใช้วิธีปักทึบจะดูไม่เรียบร้อย ก็จะใช้การปักซอยแทน  สล็อตเว็บตรง

            การปักเลื่อม คือ การนำโลหะสีเงิน และสีทอง รูปทรงกลมมีรูตรงกลางใช้ปักบนผ้าให้เกิดเป็นลวดลาย

            การปักดิ้นข้อ ดิ้นมัน และดิ้นด้าน มีลักษณะเป็นเส้นกลมๆข้างใน เป็นเส้นลวดเล็ก ความยืดหยุ่นมีทั้งสีทอง และสีเงิน นำมาปักเป็นลวดลาย เมื่อปักตัดเป็นท่อนๆ ให้ยาวพอเหมาะกับลายใช้เข็มร้อยด้ายเข้าในดิ้นข้อ ดิ้นมัน และดิ้นด้าน แล้วปักเข็มลงในทิศตรงข้ามเป็นการยึดตรึงลาย ในส่วนที่ใช้ดิ้นข้อเป็นตัวกำหนดลายให้ใช้ด้ายยึดตรึงดิ้นเป็นระยะตามแบบลวดลายให้ได้ระยะที่เหมาะสม 

งานช่างสนะงานสวยงาม

            การปักดิ้นโปร่ง ดิ้นโปร่งเป็นเส้นสี่เหลี่ยม นูนและโปร่ง  ยืดหยุ่นเชื่อมติดต่อกัน มีทั้งดิ้นโปร่งเงิน และโปร่งทอง นำมาปักเป็นลวดลาย อาจมีการหนุนด้วยด้าย หรือดิ้นข้อด้านล่าง เมื่อจะปักตัดเป็นท่อนๆ ให้ยาวกว่าลายเล็กน้อยให้พอเหมาะกับลาย อาจมีการหนุนด้วยด้ายด้านล่าง ใช้เข็มร้อยด้ายเข้าในดิ้นโปร่ง เย็บปักเข็มลงในทิศตรงข้ามจนเต็มตามแบบลวดลาย   สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

            การปักแล่ง แล่ง คือ แผ่นโลหะทอง เงิน ที่รีดเป็นเส้นแบนเล็กๆ นำมาประกอบการเย็บปักชนิดต่างๆ เพื่อให้ดูแวววาวสวยงาม มีทั่งแล่งเงิน และแล่งทอง เลือกใช้ตามความเหมาะสมของงาน

            การปักหักทองขวาง คือ การใช้ด้ายยึดตรึงเส้นด้ายไหมทองหัวท้ายลายหักทบไปมาในลักษณะขวางตัวลายจนเกิดเป็นลวดลาย  อาจมีการหนุนลายด้วยด้าย โดยไม่ปักเส้นด้ายไหมทองสอดลงไปในผ้า แต่ตรึงไว้ด้วยด้ายในส่วนหัวและส่วนท้ายเท่านั้นเช่นเครื่องสูง ฉัตร ฉัตรชุมสาย บังแทรก ทำด้วยผ้าปักหักทองขวาง ใช้ในกระบวนแห่เสด็จพระราชดำเนิน

            การถักกรองทอง หรือ ถักตาชุน ผ้าตาชุน เป็นการถักขึ้นด้วยไหมสีเงิน หรือทองเส้น ที่มีลักษณะโปร่งเป็นตาข่ายเล็กๆ แล้วนำมาปักดิ้น เลื่อม แบบต่างๆ เป็นลวดลาย เช่น ผ้าทรงสะพัก หรือฉลองพระองค์ครุยเป็นต้น 

            ผ้าลายทองแผ่ลวด คือ การที่ผู้มีความชํานาญในงานฝีมือหลายแขนงมารวมตัวกัน สร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่มีขั้นตอนกระบวนการสร้างงาน ตั้งแต่การออกแบบลวดลาย นํามาตอกฉลุ  มาแผ่เป็นผืนใหญ่  นําไปปิดด้วยทองคําเปลว และประดับกระจก แล้วทําการเย็บตรึง ลวดลาย  โดยใช้ด้ายเส้นใหญเดินเส้นไปตามแบบตัวลาย  และใช้ด้ายเส้นเล็กเย็บตรึงลวดลายให้ติดแน่นบนผืนผ้า เพื่อใช้ประกอบในงานศิลปกรรมต่างๆ เช่น ผ้าม่าน หลังคาเรือพระราชพิธี ฉัตรเครื่องสูงต่างๆ ธงงอนราชรถ ผ้าดาดหลังคาพระศีวิกากาญจน์ เป็นต้น 

            ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวเนื่องกับงานช่างสนะที่ยังคงสืบทอดส่งต่องานที่กำลังจะสูญหายให้คงอยู่ต่อไปในสังคมปัจจุบันอยู่เพียงไม่กี่แห่ง อาทิ

            สถาบันสิริกิติ์ เป็นสถาบันกลางที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิด โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ให้เป็นศูนย์กลางในการฝึกอบรมศิลปาชีพแก่นักเรียนศิลปาชีพที่ทรงรับมาจากครอบครัวชาวนา ชาวไร่ ผู้ยากจน ที่มีฝีมือด้านงานช่าง ทรงได้พระราชทานโอกาสให้ฝึกปรือเพิ่มพูนฝีมือ และพระราชทานกำลังใจแก่บุคคลเหล่านั้นให้สามารถสร้างสรรค์งานฝีมือต่างๆ ขึ้น โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา ได้พัฒนาการดำเนินงานให้ก้าวหน้า ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้น ล้วนเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูง มีความวิจิตรงดงาม และหนึ่งในนั้นช่างปักผ้า เป็นงานที่ทรงคุณค่ายิ่ง แสดงถึงเอกลักษณ์ เกียรติศักดิ์และเกียรติภูมิของงานประณีตศิลป์ไทย ซึ่งงานชนิดนี้ก็คืองานช่างสนะ แต่โบราณนั้นเอง 

            สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ในปัจจุบันได้ทำการรื้อฟื้นกระบวนการงานผ้าลายทองแผ่ลวด ซึ่งเป็นหนึ่งงานที่มีความสืบเนื่องกันกับงานช่างสนะ การใช้วัสดุผ้ากับกระดาษ หรือหนัง  ในการทำงานช่างด้านเครื่องผ้าที่นำมาเย็บปักให้เกิดเป็นลวดลาย ดังเช่น งานผ้าทองลายฉลุ ผ้าลายทองแผ่ลวด การปักดิ้น ปักไหม เลื่อม แล่งต่างๆ การเข้ารูป เข้าทรง ผ้าม่าน ผ้าหน้าโขน เรือพระราชพิธี เครื่องสูง ตาลปัตร พัดรอง รวมถึงเครื่องแต่งกายโขน ละคร และหุ่นไทย เป็นต้น    

            สำนักการสังคีต กลุ่มนาฏศิลป์ งานพัสตราภรณ์และเครื่องโรง กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ยังคงสืบทอดศิลปะ งานช่างสนะ โดยพยายามศึกษา ทดลองปฏิบัติงาน ด้านการปักผ้า เครื่องแต่งกายโขนละครนอกไปจากการแสดงโขน ซึ่งมีความสืบเนื่องในงานช่างสนะ สำนักการสังคีต กลุ่มนาฏศิลป์ เปิดอบรมช่างปัก งานปักผ้าปักสะดึงกลึงไหมลายไทยทั้งลายเลื่อม และลายหนุนเครื่องแต่งกายโขนละครระบำรำฟ้อนปักหน้าหมอนฯ เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายช่างในการปฏิบัติงานต่อไป 

            วิทยาลัยในวัง หรือ โรงเรียนช่างฝีมือในวัง ฝึกอบรมวิชาชีพ  ช่างปักสะดึง ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาช่างสนะ วิทยาลัยในวัง เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ยังคงให้ความรู้ในกระบวนงานด้าน ช่างสะดึง ซึ่งใช้กระบวนการปักในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสาขานี้ให้เพิ่มขึ้นเป็นการสืบทอดกระบวนการงานช่างให้คงอยู่ต่อไป 

            และทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น นั่นก็คือ หน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยกันสืบสาน ธำรงรักษาไว้ซึ่ง งานช่างสนะ อันมีชื่อมาแล้วแต่โบราณ หากแต่ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนการทำงาน ทำให้ชื่องานช่างสนะ ถูกหลอมรวมไปกับชื่องานต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ งานช่างสนะ ทั้งหมด ทำให้คำๆ นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานประณีตศิลป์ชั้นยอดของชาติ คือ งานช่างสิบหมู่ ซึ่งอดีตพระบรมมหากษัตราธิราชเจ้าได้ทรงอุตสาหะฟื้นฟูขึ้นจากการสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ต้องพลอยเลือนหายไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอีกครั้งหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยจะต้องหันมาช่วยกันคิดพิจารณากันอย่างรอบคอบต่อไป

 

        

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/